ติดเกาะกลางแปซิฟิกจนกว่าจะต่อเรือใบสำเร็จ: ภารกิจที่พลาดไปในช่วง 5 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย

เปิดใน YouTube ↗
ภาพรวม

จิมมี่และเพื่อนอีกสี่คน คือแชนด์เลอร์ โนแลน เฮส และดาเรียส ถูกปล่อยไว้บนเกาะแห่งหนึ่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิก กติกามีข้อเดียว คือต้องต่อเรือใบจากสิ่งที่หาได้บนเกาะ แล้วแล่นข้ามทะเลเปิดเป็นระยะหลายไมล์ไปยังอีกเกาะหนึ่ง จิมมี่เล่าว่าเขาอยากรู้มาตลอดว่าถ้าตัวเองกับเพื่อนติดเกาะจริง พวกเขาจะรอดหรือไม่ ปัญหาคือแทบไม่มีใครในกลุ่มเคยแล่นเรือมาก่อน เมื่อได้เห็นภาพเรือที่ต้องสร้างซึ่งทำเป็นแอนิเมชันสามมิติ มีคนในกลุ่มบอกทันทีว่า "นั่นมันเป็นไปไม่ได้" แต่ถ้าไม่สร้าง พวกเขาก็ต้องติดอยู่ที่นี่

11 นาทีในการอ่าน

วันแรก: สร้างที่พักก่อนคิดเรื่องเรือ

ก่อนจะเริ่มต่อเรือ ทีมต้องรวบรวมเสบียงและสร้างที่พักก่อน เพื่อไม่ให้เกาะเล่นงานพวกเขาเสียก่อนจะได้หนี ในลังที่ได้รับมามีของจำเป็นอยู่เล็กน้อย รวมถึงน้ำดื่ม จิมมี่ชี้ว่าน้ำอาจดูเหมือนเยอะ แต่ต้องใช้ให้พอจนกว่าเรือจะเสร็จ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน เขาบอกด้วยว่าพวกเขาเป็นแค่ "แก๊งยูทูบเบอร์" ที่พยายามสร้างที่พักขึ้นมาจากศูนย์

ที่พักวันแรกเป็นป้อมคล้ายบ้านต้นไม้ แชนด์เลอร์รับหน้าที่ผูกเงื่อน ระหว่างนั้นมีคนห้อยตัวอยู่ด้านบนและร้องขอว่าอย่าทำให้ตาย จิมมี่สรุปว่าแค่แคมป์ยังแทบไม่รอด แล้วต่อเรือใบจะยากขนาดไหน พวกเขาทำงานกันถึงราวชั่วโมงที่ 11 พระอาทิตย์ตกเร็ว ทีมจึงรีบก่อกองไฟ คืนนั้นจิมมี่ถามแต่ละคนว่าเคยต่อเรือใบไหม โนแลนและแชนด์เลอร์ตอบว่าไม่เคย จิมมี่เองก็ไม่เคย เหตุผลที่พาเฮสมาด้วยก็เพราะเฮสเคยต่อเรือมาแล้วลำหนึ่งในคลิปก่อนหน้า เฮสจึงเป็นคนเดียวในกลุ่มที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

แบบจำลองจิ๋วและโจทย์ 450 กิโลกรัม

เช้าวันที่สอง เฮสตื่นก่อนคนอื่นเพื่อลงมือทันที เขาทำแบบจำลองขนาดเล็กให้ดู ประกอบด้วยลำเรือสองลำ มีคานวางขวางด้านบน และมีเสากระโดง ส่วนใบเรือต้องใช้เสื้อของโนแลน เมื่อเอาไปลองในน้ำ แบบจำลองก็ลอยได้

เฮสอธิบายว่าเรือจริงต้องใหญ่กว่านี้ราว 30–40 เท่า รับน้ำหนักได้ 450 กิโลกรัม และพาทั้งทีมไปถึงอีกเกาะได้ วัสดุที่เขาเห็นว่าเหมาะคือไม้ไผ่ เพราะน้ำหนักเบามากจึงลอยน้ำได้ดี แต่ต้นไผ่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ก่อนเข้าป่า เฮสเรียกประชุมด่วนเพื่อเตือนถึงสัตว์อันตรายที่อาจเจอ ได้แก่ งูเฟอร์เดอแลนซ์ งูเยลโลว์อายแลชไวเปอร์ และแมงมุมกล้วย ระหว่างเดินป่ามีคนบ่นว่ามีมดอยู่ในเสื้อ บางคนอยากลองจิ้มรังผึ้งแต่ถูกห้ามไว้ ถึงขั้นมีคนพูดว่าทุกอย่างบนเกาะนี้พยายามจะฆ่าพวกเขา

ขยะที่เกยหาดกลายเป็นวัสดุต่อเรือ

นอกจากไม้ไผ่ ทีมพบว่าชายหาดมีขยะที่ลอยมาเกยตื้น จิมมี่อธิบายว่าเรือใหญ่ที่แล่นผ่านบริเวณนี้ทิ้งขยะลงทะเล แล้วขยะก็ถูกซัดมาที่เกาะ ทีมจึงนำมาใช้ใหม่ เขามองว่าภาชนะที่ยังไม่รั่วมีค่ากว่าทอง และพูดติดตลกว่าพวกเขาจะ "เก็บกวาดชายหาด แล้วเผ่นซะ"

ของที่สำคัญที่สุดคือถังสีน้ำเงิน ใบหนึ่งแตกเป็นรูใหญ่ แต่อีกใบที่พบลอยน้ำได้ และใบถัดมาก็ดูสมบูรณ์ดี จิมมี่บอกว่าเขาเกือบเป็นลมเพราะฮีตสโตรก แต่การได้ถังใบนี้ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่า พอถึงจุดนี้วัสดุเริ่มพอแล้ว แต่ความร้อนทำให้ทุกคนหมดแรงจนเริ่มต่อเรือในวันนั้นไม่ไหว เมื่อถามจิมมี่ว่าพอใจกับความคืบหน้าไหม เขาตอบว่าดูท่าแล้วคงใช้เวลาเป็นเดือน คืนนั้นโนแลนตื่นมาเจอแมงมุมตัวใหญ่ในที่นอน ทำเอาวุ่นวายกันไปพักใหญ่

ย้ายที่ทำงานหนีแดด และการสลับบทบาทในทีม

เช้าวันต่อมา ทีมย้ายพื้นที่ทำงานไปใต้ร่มทางตอนเหนือของชายหาด เหตุผลคือเกาะร้อนจนจิมมี่หาคำบรรยายไม่ได้ ถ้าไม่มีร่ม พวกเขาจะทำงานได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้ามีร่มก็ทำได้ทั้งวัน ระหว่างย้าย แชนด์เลอร์เจอถังใบที่สาม ซึ่งทำให้โอกาสที่เรือจะลอยได้จริงสูงขึ้น

ในที่สุดทีมก็มีไผ่และไม้มากพอจะต่อเรือ ช่วงนี้มีการสลับบทบาทกัน แชนด์เลอร์ขอพักและรับกล้องไปถือแทน ส่วนดาเรียสซึ่งเดิมเป็นคนถ่าย ถูกส่งไปช่วยต่อเรือ จิมมี่เรียกเหตุการณ์นี้ว่าดาเรียส "ได้เลื่อนขั้นไปแผนกต่อเรือ" แพเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แต่จิมมี่ย้ำความเสี่ยงว่าถ้าเงื่อนหลุดเพียงเงื่อนเดียวตอนโดนคลื่น พวกเขาจะจมกลางมหาสมุทร จากนั้นทีมปูไม้ไผ่ทำดาดฟ้า และเล่นมุกกันเรื่องชื่อ "ปู๊ปเดค" หรือดาดฟ้าท้ายเรือ

เฮสอ่านกระแสน้ำ: กุญแจที่จะชี้ชะตา

เช้าวันถัดมา เฮสเริ่มสังเกตพฤติกรรมของน้ำที่อาจเป็นประโยชน์ เขาอธิบายว่าเมื่อน้ำขึ้นแล้วเริ่มลง น้ำจะไหลออกจากชายฝั่ง ถ้าออกเรือไปกับจังหวะนั้นได้ กระแสน้ำจะลากพวกเขาออกสู่ทะเล แต่เขาก็เตือนว่าถ้าลมและกระแสน้ำไม่เป็นใจ ต่อให้มีมอเตอร์ก็ไปไม่ถึงเกาะนั้น คำเตือนนี้กลับมามีความหมายอีกครั้งในตอนท้าย เฮสยอมรับว่ารู้สึกเหมือนทุกคนหวังพึ่งเขา และถ้าพาแก๊งที่ไม่เคยพายเรือทำภารกิจนี้สำเร็จได้ เขาจะจดจำไปตลอดชีวิต

ทีมตั้งเป้าว่าวันนั้นจะผูกดาดฟ้าให้แน่นและหาวัสดุทำไม้พาย แต่ยังไม่ทำใบเรือ เพราะต้องทดสอบก่อนว่าเรือลอยได้ ถ้าลอยจึงค่อยทำใบเรือต่อ

วันที่สี่: ตามหาถังใบที่สี่จนเกือบเป็นลม

เมื่อมีถังสามใบ เรือจะไม่สมดุล ทีมจึงต้องหาถังใบที่สี่ จิมมี่ตัดสินใจว่าต้องเดินหาจนกว่าจะเจอ เขาประเมินว่าอากาศตอนนั้นน่าจะราว 37 องศา ฝั่งต่อเรือ เฮสรับหน้าที่ผูกและตรวจเงื่อนเอง เพราะเชือกที่ผูกผิดเพียงเส้นเดียวอาจทำให้เรือพังทั้งลำ และเขาคิดว่าตัวเองน่าจะผูกเงื่อนเก่งที่สุดในกลุ่ม

หลังเดินหามาราวสองชั่วโมง ทีมก็เจอถังใบที่สี่ แต่ต้องแบกฝ่าก้อนหินกลับมาเป็นระยะทางราวหนึ่งกิโลเมตร โนแลนบอกว่าแบกไม่ไหวและจะเป็นลม ทั้งยังเสียใจที่ไม่ได้พกน้ำมา มือของเขาเริ่มสั่นและตาพร่า ช่วงเดียวกัน ทีมที่อยู่อีกจุดเจอแผ่นโลหะเกยหาด และวางแผนจะก่อไฟใต้แผ่นนั้นเพื่อหลอมพลาสติกหล่อเป็นไม้พาย

สุดท้ายดาเรียสเดินกลับมาพร้อมถังสีน้ำเงิน ส่วนโนแลนต้องได้รับความช่วยเหลือและน้ำดื่มทันที นอกจากถัง ทีมยังได้หางเสือกลับมาด้วย จิมมี่สรุปว่านี่เป็นช่วงที่ทำให้รู้ว่าต้องร่วมแรงร่วมใจกันเท่านั้นจึงจะสำเร็จ ขณะเดียวกันน้ำดื่มก็ใช้ไปเกินครึ่งแล้ว จึงอยู่นานกว่านี้ไม่ได้

ทดสอบการลอย และความรู้สึกของจิมมี่ต่อคลิปแบบนี้

ทีมผูกถังทั้งหมดเข้ากับโครงเรือเพื่อใช้เป็นตัวช่วยให้ลอย แล้วทำคานแนวขวางโดยผูกทั้งหมด 17 จุดทั้งสองด้าน ถึงตรงนี้มีสองทางเลือก คือทำต่อไปและภาวนาว่ามันจะไม่แตกเป็นชิ้นๆ กลางทะเล หรือหยุดก่อนแล้วเอาลงน้ำทดสอบ ทีมเลือกทดสอบ เฮสบอกว่าเขาไม่ใช่ช่างต่อเรือ แค่พอรู้เรื่องอยู่บ้าง ผลคือเรือลอยได้ จิมมี่บอกว่านี่เป็นครั้งแรกในคลิปที่เขารู้สึกว่าภารกิจเป็นไปได้จริง

จิมมี่ใช้ช่วงนี้เล่าความรู้สึกว่า ช่องของเขาทำคลิปที่มีฉากอลังการ มีผู้เข้าแข่งขันหลายร้อยคน และแจกรางวัลเป็นล้านดอลลาร์มาหลายครั้ง แต่บางครั้งการถูกปล่อยเกาะกับเพื่อนสี่คนแล้วต่อเรือใบด้วยกันก็ดีเหมือนกัน เขายอมรับว่าคลิปนี้ไม่ง่าย ทั้งร้อนและมีแมลง และเป็นหนึ่งในคลิปที่ลำบากที่สุด แต่การได้ใช้เวลากับเพื่อนอีกครั้งก็สนุก เขาบอกว่าเมื่อก่อนพวกเขาทำคลิปแบบนี้กันตลอด และไม่แน่ใจว่าทำไมถึงเลิกทำ

จิมมี่ประเมินว่าถ้าเอาจริง เรือน่าจะเสร็จภายในเย็นวันถัดไป และถ้ากระแสน้ำเป็นใจก็ออกเดินทางได้ในวันมะรืน แต่เขาก็ชี้ว่าตอนนี้พวกเขามีแค่ "แพ" ยังไม่ใช่เรือใบ เพราะยังไม่มีสิ่งที่ใช้รับลม

วันที่ห้า: แผนหลอมพลาสติกล้มเหลว และการเร่งงานแข่งกับกระแสน้ำ

วันที่ห้า น้ำเหลือน้อยลง โนแลนดูอาการไม่ดี รอยแมลงกัดของเขาทำให้จิมมี่เป็นห่วง จิมมี่เองก็มีรอยแมลงกัดเกิน 60 รอยแค่บนแขนและมือ โนแลนบอกว่าถ้าวันพรุ่งนี้ยังไม่ได้กลับ เขาไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานแค่ไหน

แผนหลอมพลาสติกทำไม้พายล้มเหลว คนที่ลองทำบอกว่าน้ำเดือดแล้ว ตามทฤษฎีพลาสติกก็น่าจะเดือดด้วย และเปรียบเทียบกับตอนต้มมาม่า จากนั้นก็ยอมรับติดตลกว่าเพราะแบบนี้คนดูถึงต้องไปดูมาร์ค โรเบอร์ ไม่ใช่มาดูพวกเขา ที่มาดู "แก๊งคนโง่เอาตัวรอดบนเกาะ"

ทีมเปลี่ยนแผนทำไม้พายใหม่ด้วยการผูกวัสดุเข้ากับไม้ จนได้ไม้พายสี่อันที่มีคนบ่นว่าหน้าตาเหมือนธงมากกว่าไม้พาย เฮสทำครีบใต้ท้องเรือ โดยอธิบายว่าหน้าที่ของมันคือช่วยให้เรือแล่นตรง ใบเรือใช้ไม้ไผ่ที่แข็งแรงแต่บาง เฮสทำเป็นใบแบบก้ามปู ซึ่งเขาบอกว่าเหมือนของชาวโพลินีเซียนโบราณ จากนั้นจึงผูกเข้ากับเสากระโดงและเจาะรูสำหรับกางใบ จิมมี่บอกว่าถึงตอนนี้ทุกคนแบ่งหน้าที่กันจนทำงานได้ลื่นไหลเหมือนเครื่องจักรบนชายหาด

เส้นตายมาจากกระแสน้ำ เฮสอธิบายว่าช่วงนี้น้ำขึ้นน้ำลงแรงมาก ถ้าออกเรือตอนน้ำขึ้นกำลังจะลง กระแสน้ำจะดูดพวกเขาออกไปตรงสู่เกาะนั้น ทีมเหลือเวลาไม่ถึง 12 ชั่วโมงก่อนกระแสน้ำจะเปลี่ยน จึงต้องทำให้เสร็จวันนี้ เมื่อติดใบเรือ ใบก็รับลมได้จริง และมีเชือกสำหรับปลดใบลงได้ทันทีถ้าทิศทางลมไม่ดี ทีมทำงานต่อจนเกือบเที่ยงคืน ทั้งที่ไม่มีใครสมองแล่นแล้ว ปิดท้ายด้วยการใช้เลื่อยทำหางเสือ

ออกเรือ: เริ่มต้นแบบทุลักทุเล

ก่อนออกเดินทาง ทั้งทีมตะโกนให้คำมั่นร่วมกันว่าเมื่อเหนื่อย เมื่อเหนื่อยกว่าเดิม หรือเมื่ออยากหยุด สิ่งที่ต้องทำคือ "พายต่อไป" ช่วงแรกต้องพายฝ่าน้ำลึกเพื่อให้ทันกระแสน้ำ โนแลนบอกว่าวิธีที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล เมื่อกางใบเรือและจับลมได้ เรือแล่นได้ราว 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จิมมี่มองว่าความเร็วระดับนี้อย่างน้อยก็แปลว่าทำได้ แต่เกาะยังอยู่ไกลกว่า 8 กิโลเมตรจนมองไม่เห็น และไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน

ผ่านไป 20 นาที ทุกคนเริ่มล้า มีคนบอกว่าป่วยแล้ว และพวกเขากำลังพายทวนลม เฮสจึงจัดระบบใหม่ให้ผลัดกันพายรอบละ 15 นาที ให้สามคนอยู่ฝั่งขวาและอีกคนได้พัก หลังพายราว 45 นาที จิมมี่ประเมินว่ามาได้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ของเส้นทาง แต่เมื่อเข้าใกล้ร่องน้ำ สถานการณ์ก็แย่ลง ไม้พายของโนแลนหัก ชิ้นส่วนบางส่วนของเรือหลุดหายไป เฮสตกน้ำ และเรือเริ่มหมุนออกข้าง ทุกคนต้องจ้วงพร้อมกันเพื่อเลี้ยวกลับเข้าเส้นทาง ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ช่วงนั้นมีคนพูดว่าไม่มีใครที่อยากติดอยู่กลางมหาสมุทรด้วยมากกว่าเพื่อนกลุ่มนี้

ร่องน้ำและชั่วโมงที่ไม่มีความคืบหน้า

แม้จะห่างจากเกาะต้นทางจนมองไม่เห็นหาดแล้ว แต่ร่างกายของทุกคนก็ทรุดลงเรื่อยๆ มีคนบอกว่าขาดน้ำ แชนด์เลอร์บอกว่ารู้สึกไม่ดีเลย จิมมี่ย้ำว่าพวกเขาต่อเรือมาหกวันติด วันละ 12 ชั่วโมง ทุกคนจึงเหนื่อยมาก และแดดตอนนั้นก็แรงจนผิวไหม้

เมื่อถึงร่องน้ำ กระแสน้ำแรงพยายามพัดเรือออกข้างสู่ทะเลเปิด ดาเรียสไม่ยอมหยุดพาย เพราะถ้าหยุดเพียงห้าวินาที เรือจะไหลไปตามกระแส มีจังหวะที่ทีมเถียงกันเรื่องเรือกำลังจะหันหลังให้ลม ทุกคนพายสุดแรง จนหลายชั่วโมงผ่านไป กระแสน้ำก็ยังพัดเรือไปทางซ้ายและหมุนเป็นวงกลมจนเวียนหัว สุดท้ายทีมรู้ตัวว่าแทบไม่มีความคืบหน้า เหมือนติดอยู่กับที่กลางทะเล

ถึงชั่วโมงที่หก จิมมี่เมาเรือ แชนด์เลอร์หลับไป ภารกิจจึงตกอยู่กับเฮสที่บังคับทิศทางและใบเรือ โนแลน และดาเรียสที่พายแทบไม่หยุด ตอนนั้นเกาะยังอยู่ห่าง 5.6 กิโลเมตร เฮสอธิบายว่าถ้าจับลมจากเกาะได้ถูกทิศ เรือจะไหลไปตามกระแสน้ำและลมได้ แต่เพราะเสียหลักตั้งแต่ต้น ตอนนี้จึงต้องพายสู้คลื่นขึ้นไปก่อน แล้วค่อยปล่อยให้ไหลลงทีหลัง

ชั่วโมงที่เจ็ด ระหว่างที่หยุดพาย เรือเริ่มลอยออกไปทางแปซิฟิก มีคนเสนอว่าถึงเวลายิงพลุขอความช่วยเหลือแล้ว ดาเรียสบอกว่าพายแทบไม่หยุดมาตลอดเจ็ดชั่วโมงและไปต่อไม่ไหว คนในทีมบอกว่าที่แย่คือเกาะอยู่ใกล้แค่นั้น แต่ก็ไกลเหลือเกิน

พลิกกลับมามีหวัง แล้วนับถอยหลังเข้าหาเกาะ

ขณะนอนหมดแรงอยู่บนเรือ จิมมี่นึกถึงสิ่งที่เคยพูดไว้เมื่อสองวันก่อนว่าการติดเกาะกับเพื่อนก็ดีเหมือนกัน และบอกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาสนุกมาก แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยน มีคนสังเกตว่าเรือกำลังเคลื่อนเข้าหาเกาะโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะกระแสน้ำกำลังขึ้นและดูดเรือเข้าหาเกาะ ทำให้หลุดจากร่องน้ำมาได้โดยไม่รู้ตัว เครื่องวัดระยะบอกว่าเหลือ 4.5 กิโลเมตร ทุกคนตกลงลองอีกครั้ง มีคนพูดว่าแม้จะเคยพูดว่าจะยอมแพ้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ยอม เขาก็จะไม่ยอม

ชั่วโมงที่แปด ทุกคนผิวไหม้ หิว และขาดน้ำ แต่ระยะลดลงเรื่อยๆ จากราว 4 กิโลเมตร เป็น 2.7 แล้ว 2 ทีมนับถอยหลังกันเป็น 1.4, 1.3, 1.2, 1.1 จนมีคนตะโกนว่าเห็นพื้นดิน จิมมี่บอกว่าเขาแฮปปี้สุดๆ

15 นาทีสุดท้ายและกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศ

แต่ความดีใจกลับหลอกพวกเขา ข้างหน้ายังมีกระแสน้ำเชี่ยวช่วงสุดท้าย และเหลือเวลาเพียง 20 นาทีก่อนกระแสน้ำจะเปลี่ยน จิมมี่ทวนคำเตือนของเฮสที่ว่าถ้าลมและกระแสน้ำไม่เป็นใจ ต่อให้มีมอเตอร์ก็ไปไม่ถึง ระยะที่เหลือน่าจะราวครึ่งกิโลเมตร แต่ถ้าปล่อยให้กระแสน้ำพัด เรือจะไปไม่ถึงเกาะ และคลิปนี้ก็จะล้มเหลว ช่วงนั้นเรือเบี่ยงไปทางขวามากเกินไป

ในชั่วโมงที่ 11 บนเรือ ลมเปลี่ยนทิศกลายเป็นลมกรรโชกแนวขวาง ทีมเถียงกันว่าควรเก็บใบเรือหรือกางต่อ ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าใบเรือทำให้เรือถูกผลักไปทางใต้ อีกฝ่ายเห็นว่าถ้าไม่มีใบเรือก็ฝ่าลมไม่ได้ ระหว่างที่นับถอยหลังห้า สี่ สาม สอง ทุกคนพายสุดแรงจนมีคนบอกว่าถ้าจำเป็นจะเอามือพายด้วย

สุดท้ายกระแสน้ำก็เปลี่ยน น้ำที่เคยดันหลังเรือกลับผลักเรือออกจากเกาะ ทีมทำอะไรไม่ได้ ระยะห่างกลับไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร มีคนพูดว่าน่าจะว่ายไปถึง แต่ภารกิจจบลงตรงนั้น สมาชิกในทีมกล่าวขอโทษกัน บางคนบอกว่าจะร้องไห้ จิมมี่บอกว่าถ้าพายเร็วกว่านี้สัก 20 นาที พวกเขาคงอยู่บนเกาะแล้ว ทีมพายและแล่นเรือมาเกือบ 12 ชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจยิงพลุขอความช่วยเหลือ

บททดสอบที่ยากที่สุดของช่อง

จิมมี่สรุปว่านี่คือบททดสอบที่ยากที่สุดที่เขาเคยทำในช่อง การเข้าใกล้เป้าหมายมากขนาดนี้แต่ไม่สำเร็จ เพราะกระแสน้ำเปลี่ยนในช่วง 5 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย ทำให้ยิ่งทำใจยาก เขาบอกว่าเกลียดการพ่ายแพ้ ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ และรู้สึกว่าทำให้คนดูผิดหวัง เขากล่าวขอโทษ และรับปากว่าในคลิปบททดสอบครั้งต่อไปเขาจะไม่แพ้อีก ก่อนจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกจากที่นั่น