เจ็ดวันติดอยู่ในอาร์กติก: ภารกิจแก้ตัวของจิมมี่และเพื่อนอีกห้าคน

เปิดใน YouTube ↗
ภาพรวม

จิมมี่และเพื่อนอีกห้าคนต้องใช้ชีวิตในอาร์กติกเป็นเวลาเจ็ดวัน โดยมีเพียงสัมภาระที่สะพายมาเองเท่านั้น ภารกิจนี้คือการแก้ตัว เพราะคลิปเอาชีวิตรอดครั้งก่อนพวกเขาทำไม่สำเร็จ จิมมี่เล่าว่าครั้งนั้น "เกือบไปถึงเกาะแต่ก็ไม่ถึง" และย้ำตลอดคลิปว่าไม่อยากแพ้สองครั้งติดกัน กติกามีอยู่ว่าจะมีเครื่องบินบินผ่านจุดนี้วันละครั้ง ใครอยากกลับบ้านก็ยิงปืนพลุขอความช่วยเหลือได้ แต่ต้องโกนหัวก่อน

10 นาทีในการอ่าน

วันแรก: แข่งกับพระอาทิตย์ตกเพื่อสร้างป้อมหิมะ

ทั้งกลุ่มลงพื้นที่ที่หิมะสูงประมาณครึ่งเมตร จิมมี่บอกเพื่อนๆ ไม่ให้เอาเต็นท์มา เพราะตั้งใจจะขุดหิมะทำเป็นป้อมหรือถ้ำสำหรับพักอาศัย เป้าหมายของวันแรกมีสองข้อ คือสร้างที่พักและก่อไฟ เหตุผลที่ต้องเร่งคืออากาศตอนกลางคืนหนาวจนการโดนลมเพียงสิบนาทีก็ทำให้โดนหิมะกัดได้ และคืนนั้นอุณหภูมิจะต่ำกว่าศูนย์องศา จิมมี่อธิบายว่าป้อมหิมะช่วยกันลมขั้วโลกและทำให้ทุกคนแบ่งปันความอบอุ่นกันได้ ระหว่างขุดก็พบว่ายิ่งลึก หิมะยิ่งแข็ง

ระหว่างที่คนอื่นขุด เฮสออกไปหาฟืนและเจอไม้ที่แห้งตายแล้ว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นโชคดีจริงๆ ไฟติดได้ในวันแรก ทั้งกลุ่มใช้ไฟละลายหิมะเป็นน้ำดื่ม และเติมหิมะลงไปเรื่อยๆ จนน้ำไม่ร้อน ช่วงหนึ่งเสื้อและกางเกงของบางคนติดไฟจากกองไฟด้วย

ปัญหาคือป้อมยังเล็กเกินไป ตอนลองเข้าไปนั่งรวมกันก็คับแคบ และอีกราวสองชั่วโมงพระอาทิตย์จะตก จนเลยเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่สองแล้ว บ้านก็ยังใหญ่ไม่พอ เฮสกับดาเรียสซึ่งเป็นตากล้องเข้าไปไม่ได้ เฮสจึงบอกว่าจะนอนข้างนอก สรุปแล้ววันแรกทั้งกลุ่มก่อไฟได้สำเร็จ และนอนเบียดกันเหมือนปลากระป๋องในถ้ำเล็กๆ จิมมี่บอกว่าเป็นการนอนที่ทรมานที่สุดในชีวิต

วันที่สอง: กล้องเย็นจนจะพัง และปัญหาที่ไม่มีใครคิดไว้

เช้าวันที่สองมีน้ำแข็งเกาะสัมภาระเต็มไปหมด กล้องเย็นจนจะเจ๊งและถือด้วยมือเปล่าไม่ไหว บางคนบอกว่าเท้าชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย เมื่อเครื่องบินบินผ่านมาครั้งแรก จิมมี่ถามว่ามีใครอยากโกนหัวกลับบ้านไหม แม้คืนก่อนจะแย่มาก แต่ก็ไม่มีใครยอมกลับ

จิมมี่ยอมรับว่าถ้าต้องนอนแบบคืนแรกอีกคงไม่ไหว ทุกคนจึงช่วยกันขยายที่พัก ตั้งเป้าว่าคืนนี้ต้องมีพื้นที่ให้ทั้งหกคนนอนเรียงกันได้ทั้งสองฝั่ง ไม่อย่างนั้นจิมมี่จะโกนหัวกลับบ้านเอง หลังจากขุดกันเป็นชั่วโมง ก็มีคนนึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีที่ขับถ่าย เต็นท์สำหรับขับถ่ายอยู่ในรายการของจำเป็น แต่คนที่ควรหยิบมาบอกว่ากระเป๋าเต็ม ทั้งกลุ่มเลยต้องหาที่ขับถ่ายที่ห่างจากที่พัก เพราะเชื่อว่าถ้าทำใกล้ที่พักจะล่อหมีมา คนที่ถูกส่งไปหาที่บอกว่าเห็นรอยเท้าสัตว์ตลอดทาง แต่ไม่เห็นตัวสัตว์เลย จนรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตาดู

สภาพจิตใจเริ่มย่ำแย่ มีคนบอกว่าในหัวคิดแต่จะยิงปืนพลุซ้ำแล้วซ้ำอีก จิมมี่บอกว่าวันที่สองของชาเลนจ์นี้ให้ความรู้สึกเหมือนวันที่หกหรือเจ็ดของชาเลนจ์อื่น และครั้งนี้เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะทำสำเร็จ ยังมีอีกปัญหาที่ยังไม่ได้คุยกัน คือเสบียงมีพอแค่สามถึงสี่วัน ถ้าไม่ตกปลาหรือล่าสัตว์ก็ไม่รอด บนจอแสดงว่าเสบียงเหลือสองวัน และก่อนจะเข้าวันที่สาม จิมมี่สงสัยว่าจมูกตัวเองโดนหิมะกัดแล้ว เพราะบางส่วนเริ่มเป็นสีม่วง

คืนที่ 17 องศาฟาเรนไฮต์ และเท้าที่ซีดของแชนด์เลอร์

คืนนั้นอุณหภูมิลดลงถึง 17 องศาฟาเรนไฮต์ จิมมี่เล่าว่าแม้แต่ที่พักก็กันไม่ให้โดนหิมะกัดได้ เช้าวันที่สาม เท้าของแชนด์เลอร์ชาจนแทบไม่รู้สึก และซีดจนไม่มีสี ทั้งกลุ่มจึงให้เขาเอาเท้ามาหนีบไว้ที่รักแร้ของอีกคน เพื่อทำให้อุ่นก่อนจะกลายเป็นแผลใหญ่

โชคร้ายซ้ำเติมเข้ามาอีก นักบินแจ้งว่าหิมะตกหนักจนบินไม่ได้ จึงไม่มีทางอพยพในวันนั้น มีคนตั้งข้อสังเกตว่าวันที่แย่ที่สุดของบททดสอบกลับเป็นวันเดียวที่อพยพไม่ได้ ฝ่ายผู้ดูแลตอบว่าวันที่เครื่องบินมาไม่ได้นั่นแหละคือวันที่คุณมีโอกาสเจ็บตัวมากที่สุด จึงขอให้ทุกคนระวังเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

วันที่สาม: ไฟจากขนนก และการตกปลาครั้งแรกที่ล้มเหลว

หิมะที่ตกทั้งคืนทำให้ครัวถูกหิมะกลบ อุปกรณ์ทำอาหารแทบไม่เหลือ และฟืนก็เปียกจนใช้ไม่ได้ ทางออกมาจากคนในกลุ่มที่พกขนนกมาเป็นเชื้อไฟ ประกายไฟจุดติดขนนกได้ และในที่สุดก็มีไฟผิงอีกครั้ง

แต่ทุกคนรู้ว่าจะจดจ่อแค่เรื่องไฟไม่ได้ ต้องหาอาหารด้วย ใกล้ที่พักมีทะเลสาบน้ำแข็ง แผนคือใช้สว่านเจาะรูลงไปเพื่อตกปลา ก่อนออกเดินทาง ทั้งกลุ่มแวะดูแชนด์เลอร์ซึ่งเท้าเริ่มกลับมามีสี จิมมี่กับเฮสออกไปหาเสบียงพร้อมดาเรียสและทาริก ส่วนโนแลนอาสาอยู่ดูแลแชนด์เลอร์ และคนที่เหลือสร้างป้อมต่อ

บนทะเลสาบลมแรงมากจนมองแทบไม่เห็น ทั้งกลุ่มเลือกจุดที่มีสีดำๆ เพราะคิดว่าน้ำแข็งน่าจะไม่หนา แต่ยิ่งเจาะยิ่งพบว่าหนามาก ราวครึ่งตัวของทาริก หรือประมาณ 80 เซนติเมตร จนหลุมลึกเท่าแขน แต่ก็ไปต่อไม่ได้ เพราะสว่านเล็กเกินไปสำหรับน้ำแข็งที่หนาขนาดนั้น เสื้อผ้าและมือที่เปียกทำให้เสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ จึงต้องกลับมามือเปล่า

ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้จิมมี่นึกถึงคลิปเอาชีวิตรอดครั้งก่อนที่ทำไม่สำเร็จ ซึ่งเขาเคยรับปากว่าครั้งต่อไปจะไม่แพ้อีก เมื่อกลับถึงที่พัก ทุกคนท้อแท้ มีคนพูดติดตลกว่าขอให้ต่อยให้สลบแล้วปลุกอีกทีวันที่เจ็ด และไม่อยากเชื่อว่านี่เพิ่งวันที่สาม

เพื่อรับมือคืนที่หนาวกับร่างกายที่เปียกไปทั้งตัว ทั้งกลุ่มไปตัดกิ่งต้นสพรูซมาทำเตียง จิมมี่อธิบายว่าความหนาวตอนกลางคืนมีสาเหตุหลักมาจากการนอนบนพื้น กิ่งสพรูซจึงช่วยเป็นฉนวนได้ เมื่อเฮสกลับมาพร้อมกิ่งจำนวนมาก จิมมี่บอกว่ารู้สึกเหมือนได้ของขวัญคริสต์มาสล่วงหน้า และในที่สุดก็มีหวังว่าจะได้นอนอุ่นๆ

วันที่สี่: โดรน แม่น้ำที่อยู่ไกล และความล้มเหลวซ้ำ

เช้าวันที่สี่แดดดีจนจิมมี่คิดว่าจะเป็นวันที่ทุกอย่างเป็นใจ แต่ไม่นานก็มีคนเห็นเมฆดำของพายุหิมะกำลังมา และเสบียงจะหมดภายในวันนี้ถ้าจับปลาไม่ได้ บนจอแสดงว่าเสบียงเหลือหนึ่งวัน

เพื่อหาจุดตกปลาที่ดีกว่าเดิม ทั้งกลุ่มใช้โดรนของดาเรียสบินสำรวจ เป้าหมายคือหาจุดที่มีกระแสน้ำไหลอยู่ด้านล่าง เพราะเชื่อว่าน้ำแข็งตรงนั้นจะไม่หนา จากภาพโดรนเห็นแนวโค้งที่ดูเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ และคิดว่ายิ่งแม่น้ำใหญ่ ปลายิ่งเยอะ แต่ต้องข้ามทะเลสาบและป่าไปไกลมาก

การข้ามทะเลสาบใช้สกีวิบาก ซึ่งช่วยจิมมี่กับดาเรียสได้ไม่มาก เพราะทั้งสองเล่นสกีไม่เป็น มีคนสอนจังหวะ "ไถ ไถ ร่อน" ให้ และดาเรียสก็ล้มบ่อยจนถูกแซว เมื่อถึงป่าก็เปลี่ยนเป็นรองเท้าเดินหิมะ ระหว่างทางเจอรอยเท้าที่เฮสบอกว่าเป็นของมูส รอยใหญ่มาก จนจิมมี่เสนอให้ไปคนละทางกับมูส ระหว่างนั้นเขาเล่าว่าเคยขายหน้ามาหลายรอบแล้วเพราะกลับไปมือเปล่า

ส่วนที่แคมป์ ทุกคนขยายป้อมต่อ แชนด์เลอร์ค้นพบวิธีเซาะเพดานแบบใหม่จนป้อมใหญ่ขึ้นมาก แต่ก็มีคนเตือนว่าอย่าทำเพดานถล่ม เมื่อเครื่องบินบินผ่าน กลุ่มที่แคมป์ถูกล่อใจอย่างหนัก มีคนบอกว่านิ้วอยู่บนไกและเกือบยิงแล้ว และพูดเล่นว่าจะกลับไปให้จิมมี่เจอแค่เส้นผมบนพื้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยิง

ที่แม่น้ำ ผลไม่ต่างจากเมื่อวาน หลุมลึกเท่าแขนแต่ยังไม่ถึงน้ำ จิมมี่บอกว่าตามหลักแล้วแม่น้ำควรทำให้น้ำแข็งบางกว่า แต่สถานการณ์จริงไม่เป็นอย่างนั้น ซ้ำร้ายจิมมี่ตกลงไปในร่องข้างแม่น้ำจนรองเท้าเต็มไปด้วยหิมะเปียก นิ้วเท้าเริ่มเป็นสีม่วง เขาจึงเอาเท้าไปให้ดาเรียสหนีบไว้ใต้รักแร้ หลังจากทนหนาวมาสามชั่วโมง จิมมี่ตัดสินใจกลับ เพราะถ้าไม่กลับอาจมีคนเจ็บตัวจริงๆ และเมฆก็เหมือนพายุจะเข้า เขาบอกว่าต้องยอมรับความล้มเหลวอีกรอบ

เมื่อกลับถึงแคมป์ จิมมี่รายงานว่าเจาะลงไปเกือบสองเมตร ใช้เวลาสี่ชั่วโมงแต่ไม่ได้ปลา และสัญญาว่าพรุ่งนี้จะกลับไปเจาะจนกว่าจะได้ มีคนในกลุ่มบ่นว่าน่าจะยิงปืนไปตั้งแต่แรก เพราะวันที่สี่แล้วยังไม่มีอาหาร สิ่งเดียวที่ช่วยปลอบใจได้คือป้อมที่ขยายใหญ่ขึ้นจนคืนนั้นทุกคนนอนห่างกันได้โดยไม่ชนกันอีก

วันที่ห้า: เดิมพันสุดท้ายกลางพายุหิมะ

วันที่ห้าเริ่มต้นด้วยเสบียงมื้อสุดท้าย เหลือเพียงขนมที่พกมาเผื่อ ข้างนอกมีพายุหิมะและไม่มีเครื่องบินมา จิมมี่ประเมินว่าการออกไปตกปลาครั้งนี้อันตรายมาก เพราะหิมะเปียกจะทำให้ทุกคนเปียกโชก ต่อให้จับปลาได้ ขากลับก็อาจมีคนเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ เขาจึงขอให้คนที่อยู่แคมป์เตรียมน้ำอุ่นไว้เหมือนจุดพยาบาลฉุกเฉิน จิมมี่บอกว่าเขารู้จักเพื่อนๆ ดี ถ้าไม่ได้ปลากลับมา พรุ่งนี้ทุกคนคงกลับบ้านกันหมด

กลุ่มตกปลาตัดสินใจไม่ใช้สกีเพื่อจะได้ไม่ต้องแบกอุปกรณ์ แต่ต้องแลกกับเวลาเดินทางที่นานขึ้น ทางที่ถางไว้เมื่อวานถูกหิมะทับจนหายไป และจิมมี่ก็ล้มที่จุดเดิมอีกครั้ง

ฝั่งแคมป์ก็มีปัญหาของตัวเอง ฟืนเปียกโชก และทุกคนที่รู้วิธีก่อไฟออกไปตกปลากันหมดแล้ว ทางออกคือใช้ต้นไม้ที่แห้งตาย ซึ่งข้างในยังแห้งอยู่ แล้วไสเศษไม้มาเป็นเชื้อไฟ เพราะเป็นของแห้งชิ้นเดียวที่มี

จุดเปลี่ยนที่แม่น้ำ: หลุมแรกและปลาสองตัว

หลุมเดิมที่แม่น้ำยังอยู่ ทั้งกลุ่มเริ่มขยายพื้นที่รอบหลุมเพื่อให้สว่านเจาะลงได้ลึกขึ้น ส่วนจิมมี่ออกไปหาจุดที่บางกว่า โดยคาดว่าตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน กระแสน้ำน่าจะเชี่ยวและทำให้น้ำแข็งบาง ในที่สุดก็มีคนเจาะทะลุได้ที่ความหนาประมาณแปดนิ้ว ทั้งกลุ่มใช้อาหารแช่แข็งเป็นเหยื่อ จิมมี่อธิบายเหตุผลที่ต้องได้ปลาให้ได้ว่า ยิ่งกินร่างกายยิ่งอุ่น ถ้าไม่กินก็จะหนาว และเมื่อหนาวก็เสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ

สี่ชั่วโมงผ่านไปโดยไม่มีปลามาตอดเลย จิมมี่ยอมรับต่อกล้องว่าเริ่มไม่แน่ใจ และถ้าหิมะหนักขึ้นอาจต้องยอมแพ้ แต่เขาไม่อยากแพ้สองครั้งติดกัน เพราะไม่ชอบการพ่ายแพ้ จึงตั้งใจจะนั่งตกปลาต่อไปเพื่อทุกคน ทันทีหลังจากนั้นก็มีปลาติดเบ็ด จนเพื่อนแซวว่าจับปลาได้ตอนกำลังโม้อยู่คนเดียว แต่ปลาไปติดที่ปากหลุมเพราะเบ็ดไม่ตรง และหลุดไป คนในกลุ่มอธิบายว่าปลาชนิดนี้มักมาเป็นฝูง ถ้าได้หนึ่งตัวก็จะได้อีก ต่อมาก็พลาดอีกครั้ง แต่ยังมีเบ็ดสำรอง จนในที่สุดจิมมี่ค่อยๆ ดึงปลาขึ้นมาจากหลุมได้สำเร็จ

หลังจากนั้นเฮสก็จับได้อีกตัว รวมแล้วตกปลาเจ็ดชั่วโมงได้ปลาสองตัว ขณะเดียวกันที่แคมป์ แชนด์เลอร์ก่อไฟติดและเตรียมน้ำไว้พร้อม คนที่แคมป์บอกว่า "เหลือแค่ปลาเท่านั้น" เมื่อกลุ่มตกปลากลับมา เฮสหยิบกระเป๋าออกมาโชว์ปลา ทั้งกลุ่มเผาปลาตัวแรกกินทันที และเก็บอีกตัวไว้สำหรับวันที่หก มีคนบอกว่าไม่เคยกินปลาที่สดขนาดนี้มาก่อน

วันที่หก: วันพักผ่อน และการมองย้อนกลับไป

เมื่อเครื่องบินมาในวันที่หก มีคนแกล้งพูดว่าจะยิงปืนเพราะกลัวว่าวันนี้จะสนุกเกินไป จิมมี่ตั้งใจให้วันนี้เป็นวันสนุก เพราะเห็นว่าเพื่อนๆ ผ่านมาห้าวันที่ทรหดแล้ว และสัญญาว่าถ้าอยู่ถึงวันสุดท้ายจะมีเซอร์ไพรส์ให้ คนที่ไปตกปลาบอกว่าตอนแรกเกือบถอดใจกลับมามือเปล่าแล้ว และบอกว่าบททดสอบนี้ยากที่สุดสำหรับเขา แต่เมื่อถูกถามว่ายากกว่าตอนถูกบังคับกินแตงกวาดองเมื่อเจ็ดปีก่อนไหม เขาก็เปลี่ยนคำตอบเป็นยากเป็นอันดับสอง

จิมมี่ใช้ช่วงนี้มองย้อนกลับไปว่าทำคลิปเอาชีวิตรอดแบบนี้มาเกือบสิบปีแล้ว เช่น การนั่งอยู่ใต้น้ำต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นทั้งช่วงเวลาที่แย่และดีที่สุดในชีวิต เขาบอกว่าคลิปนี้เป็นหนึ่งในคลิปที่ถ่ายสนุกที่สุด เพราะได้อยู่ในถ้ำนั่งเล่าเรื่องตลกกันโดยตัดขาดจากโลกภายนอก เขาให้เครดิตเพื่อนๆ ว่าเป็นเหตุผลที่วิดีโอซึ่งในทางทฤษฎีน่าจะไปไม่รอด กลับมีเรื่องราวดีๆ มากมาย และขอบคุณผู้ชมด้วย เขาเล่าว่าตอนเด็กเคยฝันอยากใช้ชีวิตแบบนี้ และทักทายตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าว่าหวังว่าจะยังทำยูทูบอยู่

ที่เหลือของวันเป็นการเล่นหิมะ ทาริกผลักจิมมี่ไถลลงเนินจนเปียกซ่ก มีคนเรียกวันที่หกว่า "สิบเต็มสิบ" โนแลนนำสมอร์ที่เก็บไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมาแจก และทุกคนปิดวันด้วยช็อกโกแลตที่ถูกยกให้ว่าอร่อยที่สุดในโลก ก่อนนอน จิมมี่ใบ้เซอร์ไพรส์ว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับ

วันที่เจ็ด: เก็บขยะให้หมด แล้วกลับด้วยสุนัขลากเลื่อน

เช้าวันที่เจ็ด จิมมี่แกล้งบอกว่าทุกคนต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งถูกปฏิเสธทันที เงื่อนไขจริงคือยังกลับไม่ได้จนกว่าจะเก็บขยะทุกชิ้นให้หมด เมื่อเก็บเสร็จ จิมมี่ยิงพลุส่งสัญญาณ ไม่ใช่เรียกเฮลิคอปเตอร์ แต่เรียกสุนัขลากเลื่อน ซึ่งเพื่อนๆ บอกว่าเข้ากับธีมขั้วโลกมาก ทั้งหกคนอยู่ครบเจ็ดวันโดยไม่มีใครโกนหัวกลับบ้านก่อน และนั่งเลื่อนออกจากพื้นที่ โดยมีคนบอกว่ารอจะอาบน้ำอุ่นไม่ไหวแล้ว