ตำรวจกับนักโทษในคุกจำลอง 100 วัน: ข้อเสนอของพัศดีจิมมี่ทดสอบความไว้ใจของทั้งคู่อย่างไร

เปิดใน YouTube ↗
ภาพรวม

MrBeast (จิมมี่) สร้างเรือนจำความปลอดภัยสูงสุดขึ้นมาหนึ่งแห่ง แล้วให้คนสองคนที่แทบจะอยู่คนละขั้วเข้าไปอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งคือ "เลนนี่" ตำรวจที่รับราชการมา 17 ปี อีกคนคือ "เอียน" อดีตนักโทษที่เคยอยู่ในเรือนจำกลาง 3 ปี กติกาคือถ้าทั้งคู่อยู่รอดด้วยกันครบ 100 วัน จะได้เงินคนละ 500,000 ดอลลาร์ แต่ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งขอออกระหว่างทาง ทั้งสองคนจะไม่ได้อะไรเลย

18 นาทีในการอ่าน

ระหว่าง 100 วันนั้น จิมมี่ในบทบาท "พัศดีจิมมี่" จะมาพร้อมข้อเสนอทุก ๆ 10 วัน ข้อเสนอเหล่านี้ช่วยให้ชีวิตในคุกสบายขึ้นก็ได้ หรือทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันก็ได้ สิ่งที่คลิปพยายามตอบจึงไม่ได้มีแค่ว่าทั้งคู่จะทนได้ครบหรือเปล่า แต่ยังรวมถึงคำถามว่าคนที่มีภูมิหลังต่างกันขนาดนี้จะไว้ใจกันได้แค่ไหน เมื่อเงินกองกลางกับความสบายส่วนตัวถูกวางไว้ตรงหน้า

คุกที่จำลองของจริงแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

จิมมี่บอกว่าเรือนจำแห่งนี้จำลองคุกจริงในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง จนถึงขั้นมีส้วมแบบเดียวกับในคุกจริง ทุกวันจะมีอาหาร 3 มื้อ ปิดไฟเวลาเดียวกันทุกคืน และปลุกให้ตื่นทุกเช้า ผู้เข้าแข่งขันบ่นว่าเก้าอี้ทั้งเย็นทั้งแข็ง นั่งไม่สบาย ทีมงานติดกล้องนับพันตัวไว้จับทุกความเคลื่อนไหว และดักฟังบทสนทนาทั้งหมด ดังนั้นอะไรที่ทั้งคู่พูดกัน ทีมงานก็จะเอาไปเป็นไอเดียสำหรับข้อเสนอต่อ ๆ ไป

เมื่อจิมมี่ถามเอียนว่าคุกนี้ต่างจากคุกที่เคยอยู่อย่างไร เอียนตอบว่าฟูกหนากว่าและมีหมอนให้ เพราะในคุกจริงไม่มีหมอน จิมมี่ยอมรับว่านอกจากเรื่องหมอนแล้ว ที่เหลือจำลองมาจากของจริงทุกประการ

เอียนเล่าว่าเขาติดคุกในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน เขาเริ่มจากการโกหก ยืมเงินคนหนึ่งไปคืนอีกคนหนึ่ง จนทำเงินของทุกคนหายหมด และปัญหาหนักกว่าเดิมเพราะเขาโกหกเรื่องที่ทำเงินหายด้วย สุดท้ายมีหนี้รวม 500,000 ดอลลาร์ จิมมี่ตั้งข้อสังเกตว่าบังเอิญเป็นจำนวนเดียวกับเงินรางวัลที่เอียนอาจได้จากคลิปนี้พอดี

คืนแรกและการปรับตัวที่ต่างกัน

ความขัดแย้งเริ่มตั้งแต่เรื่องเตียง ทั้งคู่อยากได้เตียงล่าง และสุดท้ายก็ยกให้คนที่อายุมากกว่าตามหลัก "อาวุโส" ที่มีการอ้างว่าใช้กันในคุก คืนแรกผ่านไปไม่ราบรื่นนัก เพราะเลนนี่กรนดังทั้งคืนจนเอียนนอนไม่หลับ เอียนจึงย้ายฟูกลงมานอนบนพื้นเพื่อให้ห่างเสียงกรนมากที่สุด ต่อมาเขาเรียกเลนนี่ว่า "คาบิกอน" ส่วนเลนนี่ตอบว่าอาจจะกรนจริง แต่ตัวเองไม่เชื่อ

ทั้งสองคนปรับตัวต่างกันชัดเจน เอียนบอกว่าอาหารมื้อแรกดูดีกว่าในคุกจริง และรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ถึงขั้นมองว่าที่นี่น่าอยู่ด้วยซ้ำ เลนนี่กลับรู้สึกแปลกที่คนซึ่งจับคนเข้าคุกมาทั้งชีวิตต้องมาติดคุกเอง การมีคนกำหนดว่าต้องนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง กินกี่โมง เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

ความเบื่อทำให้ทั้งคู่ต้องหาอะไรทำ พวกเขาช่วยกันดัดแปลงโครงเตียงเป็นห่วงบาสเกตบอลและบาร์โหน เอียนบอกว่าตอนติดคุกครั้งแรกเขาแทบไม่ได้ออกกำลังกาย ครั้งนี้จึงตั้งใจจะแก้ตัว จิมมี่สังเกตว่าทั้งคู่ดูอยากได้อุปกรณ์ยิม ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอแรก

วันที่ 10: ลานออกกำลังกายราคา 50,000 ดอลลาร์

เมื่อจิมมี่ถามว่าคิดว่าข้อเสนอวันที่ 10 จะเป็นอะไร ทั้งคู่เดาว่าเป็นเชฟส่วนตัวหรือห้องสมุด แต่สิ่งที่จิมมี่เปิดให้ดูคือ "ปีกตะวันออก" ซึ่งเป็นลานของเรือนจำ มีบาร์โหนและแป้นบาสเกตบอล ทั้งคู่จะได้ออกมาใช้วันละหนึ่งชั่วโมงตลอดช่วงที่เหลือ เลนนี่บอกว่าได้โดนแสงแดดแล้วรู้สึกดีมาก

ราคาคือ 50,000 ดอลลาร์ หักจากเงินกองกลาง และเงื่อนไขถูกออกแบบให้เป็นเกมความไว้ใจ ทั้งสองคนถูกแยกไปคนละห้องและติดต่อกันไม่ได้ ถ้าทั้งคู่รับ ทั้งคู่ได้ใช้ลานโดยจ่าย 50,000 ถ้ามีคนรับเพียงคนเดียว ก็ยังต้องจ่าย 50,000 จากกองกลางเหมือนเดิม แต่มีแค่คนที่รับเท่านั้นที่ได้ใช้ลานไปจนจบคลิป จิมมี่ถามว่าหลังอยู่ด้วยกันมา 10 วัน แต่ละคนเดาได้ไหมว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งบอกว่าเรื่องนี้ใหญ่มากเพราะมีผลไปอีก 90 วัน และพูดว่าเขาเบื่อการเป็นผู้ร้ายในชีวิตจริงแล้ว แต่การเป็นคนดีแล้วต้องทนไปอีก 90 วันก็แย่เหมือนกัน

ผลคือทั้งคู่ตอบรับ เอียนอธิบายว่ามุมมองที่เขามีต่อเงินเปลี่ยนไปมาก เขายินดีจ่ายเพื่อให้ผ่านที่นี่ไปได้อย่างสบายขึ้น และพูดว่าไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่จะอยู่จนจบหรือเปล่า ถ้าปล่อยโอกาสที่จะทำให้ชีวิตสบายขึ้นหลุดมือไป เสียเงินบ้างยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ในวันต่อ ๆ มาทั้งคู่ใช้ลานอย่างคุ้มค่า และบอกว่าคุ้มเงิน 50,000 มาก จิมมี่ตั้งข้อสังเกตว่าแค่ได้ออกไปข้างนอกวันละหนึ่งชั่วโมงก็ทำให้ทั้งคู่รู้สึกว่าจะอยู่ครบร้อยวันได้

วันที่ 20: ครัวเต็มวัตถุดิบ แลกกับเวลาในลาน

ปัญหาถัดมาคืออาหาร จิมมี่ตั้งใจให้อาหารเหมือนในคุกจริง ซึ่งไม่ได้อร่อยเท่าไร เมนูอย่าง "มีทโลฟเวอร์ชันพัศดีจิมมี่" ถูกบรรยายว่าเหมือนเบอร์เกอร์แช่แข็งราดซอสเกรวี่ เลนนี่บอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนที่เขาจับกุมต้องกินอาหารแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะทนกินได้อีกนานแค่ไหน และไม่อยากให้แม้แต่คนที่เขาเกลียดที่สุดต้องเจอแบบนี้

ข้อเสนอวันที่ 20 คือห้องครัวที่มีวัตถุดิบและอุปกรณ์ครบสำหรับทำอาหารอร่อยและดีต่อสุขภาพไปจนจบ ทั้งเนื้อวัวบดและฮอทดอก แลกกับการสละเวลาในลานทุกวัน ครั้งนี้ต้องให้คนเดียวตัดสินใจแทนทั้งสองคน เอียนยกสิทธิ์ให้เลนนี่ โดยบอกว่าทั้งคู่คุยกันมาเยอะแล้ว ระหว่างตัดสินใจเลนนี่ถามว่ามีเนื้อไหม และยอมรับว่าไม่รู้ว่าเอียนอยากให้เขาเลือกแบบไหน สุดท้ายเขาเลือกเก็บลานไว้ เอียนบอกจิมมี่ว่ารู้อยู่แล้วว่าเลนนี่จะเลือกลาน และเลนนี่ไม่ได้พิจารณาข้อเสนอด้วยซ้ำ

จิมมี่ประหลาดใจ เพราะได้ยินทั้งคู่บ่นเรื่องอาหารทุกวันจนคิดว่าจะคว้าครัวไว้ เขาบอกว่าเรื่องนี้ง่ายกว่าที่คิด และวันที่ 30 จะทำให้ยากขึ้น ผ่านไป 24 ชั่วโมงทั้งคู่ยืนยันว่าไม่เสียดาย และดีใจที่ไม่ต้องขลุกอยู่ข้างในทั้งวัน เลนนี่บอกว่าไม่มีทางที่เขาจะไม่เลือกลานบาสเกตบอลและการได้ออกไปข้างนอก

แรงจูงใจเรื่องครอบครัว

แม้จะพอใจกับการตัดสินใจ ทั้งคู่ก็ยังนึกถึงสิ่งที่ต้องพลาดไป เลนนี่บอกว่าเป้าหมายสูงสุดคือชนะเงินเพื่อครอบครัว เขามีภรรยาและครอบครัวที่ทุกคนหวังพึ่งเขาอยู่ จึงยอมแพ้ไม่ได้ ส่วนเอียนเล่าว่าตอนติดคุกเขาไม่ได้เจอครอบครัวเลยหนึ่งปี ปีนั้นได้เจอพ่อแค่ 2 วัน และตอนนี้ก็ไม่ได้เจอน้องชายกับแม่มาปีหนึ่งแล้ว

เมื่อได้ออกข้างนอกแค่วันละชั่วโมง ทั้งคู่ก็เริ่มกระสับกระส่ายและหาวิธีฆ่าเวลา ตั้งแต่เล่นดอดจ์บอลด้วยซองซอสมะเขือเทศ ไปจนถึงแกล้งทำเป็นบาดเจ็บแล้วเรียกหน่วยฉุกเฉิน

วันที่ 30: ห้องสมุดที่ใช้ได้เพียงคนเดียว

ครบ 30 วัน จิมมี่ปลดล็อกห้องสมุดที่มีหนังสือหลายร้อยเล่ม นิตยสาร และคอมพิวเตอร์ที่เล่นเททริสกับมายน์สวีปเปอร์ได้ ห้องสมุดนี้ฟรี 100% แต่มีเพียงคนเดียวที่ได้ใช้ วันละหนึ่งชั่วโมงตลอด 70 วันที่เหลือ และห้ามเอาหนังสือออกมาเด็ดขาด เลนนี่เห็นพระคัมภีร์แล้วบอกว่าแค่เล่มนี้เล่มเดียวก็จะช่วยให้เขาผ่านไปได้ จิมมี่ให้เวลาทั้งคู่ 2–3 ชั่วโมงไปตกลงกันเอง

ทั้งคู่ตกลงกันได้ตั้งแต่ต้นว่าควรรับไว้เพราะได้ฟรี คำถามที่เหลือคือใครจะเป็นคนใช้ บทสนทนาเริ่มตึงเครียด เลนนี่ถามว่าทำไมเอียนคิดว่าตัวเองควรได้มากกว่า และย้ำว่าพระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เขาผ่าน 70 วันนี้ไปได้ ไม่ใช่แค่ความบันเทิง เอียนสวนกลับว่า "เพียงเพราะฉันไม่นับถือศาสนา เลยเป็นปัญหาเหรอ" ซึ่งเลนนี่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดแบบนั้น เอียนรู้สึกว่าเลนนี่เปลี่ยนไปกับเขาแบบไม่มีเหตุผล จนถึงขั้นเสนอว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องเอาเลย

สุดท้ายเลนนี่ยกห้องสมุดให้เอียน เขาให้เหตุผลว่าตอนโหวตเรื่องลานออกกำลังกาย เอียนตอบตกลงโดยไม่ลังเล ยอมเสียส่วนของตัวเอง 25,000 ดอลลาร์ ถ้าห้องสมุดเป็นสิ่งเดียวที่เอียนต้องการ เขาก็ยินดีให้ เอียนตอบว่าเลนนี่เป็นคนดีและเป็นตำรวจที่ดี เขาไม่เคยคิดว่าตำรวจจะเป็นแบบนี้และยอมรับว่าตัวเองคิดผิด

ในวันแรกที่ได้ใช้ห้องสมุด เอียนพยายามไม่ให้เลนนี่รู้สึกถูกทอดทิ้ง เขารู้ว่าพระคัมภีร์มีค่ากับเลนนี่แค่ไหน จึงจดข้อความจากพระคัมภีร์ออกมาให้ เลนนี่ขอบคุณและบอกว่าคงต้องพึ่งเอียนแล้ว

เมื่อสัญชาตญาณโจรเริ่มกลับมา

แต่เช้าวันต่อมา เอียนเริ่มทดสอบขีดจำกัด เขาให้เหตุผลว่ากติกาห้ามเอาหนังสือออกไป แต่เขาแค่ฉีกหน้ากระดาษที่มีภาพสวย ๆ ออกมาตกแต่งห้องเท่านั้น ไม่กี่วันต่อมาเลนนี่ก็สนุกไปด้วย ทั้งคู่ทำงานศิลปะและตกแต่งห้องขังให้สวยขึ้น

แม้จะมีกล้องจับตาอยู่ตลอด เอียนก็เริ่มลักลอบเอาหนังสือออกมาทั้งเล่ม เขาบอกว่าไม่มีทางทิ้งเลนนี่ไว้ข้างนอกโดยไม่มีพระคัมภีร์ ไม่มีหนังสือ ไม่มีอะไรทำ ขณะที่ตัวเองสนุกอยู่คนเดียว เขาตั้งชื่อตัวเองว่า "จอมฉกหนังสือ" และโชว์ว่าซ่อนหนังสือไว้เต็มห้อง รวมถึงในห้องน้ำ จิมมี่บรรยายว่าทั้งคู่ทำไปเรื่อย ๆ ราวกับจะไม่ถูกจับ

วันที่ 40: ร้านค้าที่ทุกอย่างราคา 10,000 ดอลลาร์

ในวันที่ 40 จิมมี่มีเซอร์ไพรส์ที่ให้เข้าไปได้ทีละคน ทั้งคู่เป่ายิ้งฉุบกันและเลนนี่ชนะ ได้เข้าไปก่อน สิ่งที่รออยู่คือร้านค้าที่ทีมงานรวบรวมของที่ได้ยินทั้งคู่พูดถึงจากการดักฟังมาไว้เต็มร้าน ตั้งแต่กล่องปริศนาที่ข้างในเป็นอะไรก็ได้ ไปจนถึงลูกบอลที่ข้างนอกอาจขายแค่ 1 ดอลลาร์ แต่ในคุกนี้ทุกชิ้นราคาเท่ากันที่ 10,000 ดอลลาร์ และต้องจ่ายจากเงินรางวัล

เลนนี่เลือกกล่องปริศนาแค่ชิ้นเดียว ส่วนเอียนเผยนิสัยใช้เงินเกินตัวออกมา แม้จะรู้ว่าถ้าใช้มากไปเลนนี่คงโกรธ เขาซื้อเมลาโทนิน ปัตตาเลี่ยน และช็อกโกแลต Feastables รวมเป็นเงิน 30,000 ดอลลาร์ เลนนี่ไม่พอใจที่เอียนซื้อปัตตาเลี่ยนกับแผ่นปิดตานอน และบอกว่าถ้าเขาอยากได้ของพวกนี้ เขาจะใช้ 10,000 ซื้อเอง เอียนตอบว่าอย่าลืมว่าเขาติดคุกเพราะใช้เงินไม่คิด และพอเห็นเครื่องหมายดอลลาร์เต็มไปหมดก็อดใจไม่ไหว

กล่องปริศนาของเลนนี่กลับกลายเป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์ จิมมี่บอกว่าเลนนี่ทำเงินได้จากร้านนี้ เลนนี่บอกว่าตอนนี้มีของให้ทำมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเพิ่ม จากนั้นทั้งคู่ใช้เวลาผ่านไปสบาย ๆ วาดรูปด้วยดินสอสีราคา 10,000 พับจรวดจากกระดาษราคา 10,000 และเลนนี่ตัดผมให้เอียนด้วยปัตตาเลี่ยนที่จิมมี่เรียกว่าการตัดผมที่แพงที่สุดในชีวิต ในที่สุดเลนนี่ก็ยอมรับว่าที่อุดหูกับเมลาโทนินที่เอียนซื้อมาช่วยให้เขาได้พักมากขึ้นจริง และขอบคุณเอียน

วันที่ 50: การเยี่ยมของครอบครัวและการขังเดี่ยว

สิ่งที่ทั้งคู่ยังอยากได้แต่ไม่มีขายในร้านคือการโทรหาครอบครัว เลนนี่บอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการอยู่ห่างครอบครัวนาน ๆ และทั้งคู่บอกว่ายอมจ่ายค่าโทรศัพท์

ก่อนเผยข้อเสนอวันที่ 50 จิมมี่เปิดคลิปให้ดูว่าเอียนแอบซุกหนังสือใส่กางเกงตั้งแต่วันแรก ต่อมาก็โยนหนังสือเข้ามาในห้อง จนสุดท้ายเดินถือหนังสือออกมาดื้อ ๆ จิมมี่บอกว่าครอบครัวของทั้งคู่นั่งรออยู่ในรถบัสเรือนจำข้างนอก เดิมตั้งใจจะให้เข้ามาเยี่ยมฟรีทั้งสองฝ่าย แต่เพราะมีการทำผิดกฎ จึงมีแค่คนเดียวที่ได้พบครอบครัว และนี่จะเป็นครั้งเดียวจนจบการแข่งขัน เอียนพูดว่าพัศดีเล่นสกปรก ส่วนเลนนี่บอกว่าการได้พบครอบครัวเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดถึงและยึดไว้มากที่สุด

เอียนยกสิทธิ์ให้เลนนี่ได้เจอภรรยาและลูก เลนนี่บอกว่าเอียนทำเพื่อเขาเหมือนที่เขาเคยทำเพื่อเอียน หลังจากนั้นของกลางที่เอียนซ่อนไว้ถูกยึดหมด และจิมมี่เพิ่มเงื่อนไขอีกข้อ คือเลนนี่อยู่กับครอบครัวได้นานเท่าไรก็ได้ แต่เอียนต้องถูกขังเดี่ยวจนกว่าครอบครัวจะกลับ เลนนี่บอกว่าเขาดีใจแต่ก็รู้สึกแย่ไปพร้อมกัน

ลูก ๆ ของเลนนี่วิ่งเข้ามาหาพ่อ ครอบครัวบอกว่าการเห็นเขาใส่ชุดสีส้มแทนชุดสีฟ้านั้นพิลึกมาก เลนนี่บอกว่าการเยี่ยมครั้งนี้เติมพลังให้เขา ทำให้อยากอดทนอยู่ให้ครบ 100 วัน และอยากให้ทุกคนที่บ้านภูมิใจ ขณะเดียวกันเอียนในห้องขังเดี่ยวได้ยินเสียงเลนนี่กับครอบครัวคุยกันเจี๊ยวจ๊าวอยู่ข้างนอก เขารู้สึกเหมือนถูกขังไว้อย่างหมา และยิ่งอยู่นานก็ยิ่งโกรธ

"เลนนี่ปากโป้ง" และรอยร้าวหลังการเยี่ยม

เมื่อออกมา เอียนตั้งฉายาให้เลนนี่ว่า "ไอ้ปากโป้ง" กล่าวหาว่าเลนนี่ฟ้องเรื่องที่เขาซุกหนังสือ จนถูกยึดเรียบและถูกลงโทษ เขาบ่นว่าเลนนี่ได้กินดีอยู่ดี ส่วนเขาไม่ได้อะไรเลย เลนนี่ตอบว่าเอียนเป็นคนอาสาเองจะบ่นทำไม และปฏิเสธว่าไม่ได้ปากโป้ง เพราะทีมงานมีกล้องวงจรปิดอยู่แล้ว เอียนแย้งว่ากล้องไม่ได้ส่องไปใต้เตียง เลนนี่จบบทสนทนาด้วยการเตือนให้ระวังคำพูด

หลังจากนั้นบรรยากาศเปลี่ยนไป เลนนี่สังเกตว่าเอียนเศร้าหมองลง ไม่อยากเล่นหมากรุกหรือบาสเกตบอล ทั้งคู่คุยกันน้อยลงมาก แต่ละคนมีกิจวัตรของตัวเอง ถึงจะห่างเหินกัน เลนนี่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อถามว่าสบายดีไหม เอียนตอบว่าเขาซึมเศร้า พร้อมจะกลับบ้านและพอแล้ว ทั้งที่เพิ่งผ่านมาได้ครึ่งทาง สำหรับเลนนี่เรื่องนี้น่ากังวล เพราะถ้าเอียนกลับบ้าน ทั้งคู่จะแพ้

วันที่ 60: ทีวีกับหนังเก่าที่ถูกปฏิเสธ

จิมมี่นำข้อเสนอที่เขาหวังว่าจะช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันมาให้ในวันที่ 60 คือโทรทัศน์รุ่นเก่า หนังจำนวนหนึ่ง และบอร์ดเกมเป็นของแถม ใช้ได้วันละหนึ่งชั่วโมงตลอด 40 วันข้างหน้า ราคา 30,000 ดอลลาร์ เอียนแซวว่าหนังพวกนี้เหมือนคนเกิดยุค 50 เลือกมา และค้านว่าชั่วโมงเดียวดูหนังไม่จบเรื่อง จิมมี่ตอบว่าก็ดูต่อวันถัดไป เลนนี่ดูจะสนใจอยู่บ้าง แต่เอียนบอกว่าหนังไม่ตรงรสนิยม และเป็นข้อเสนอที่แย่มาก จึงปฏิเสธ

ก่อนทีวีจะถูกเข็นออกไป จิมมี่สั่งให้ค้นตัวเอียน และพบว่าเขาซุกของไว้ในกางเกงใน ซึ่งจิมมี่มองว่าเป็นการหาความเห็นใจหลังจากเพิ่งทำผิดกฎไป ช่วงนี้เอียนรู้สึกเหมือนถูกทารุณทุก ๆ 10 วัน ไม่ได้เจอครอบครัว ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ และพูดซ้ำ ๆ ว่ารู้สึกถูกป่วน เลนนี่เองยอมรับว่าเริ่มโมโหง่ายขึ้นและรำคาญที่เอียนบ่นได้ตลอด แต่ก็กังวลจริงจังว่าเอียนจะเลิก

วันที่ 70: ไม่มีข้อเสนอ ทั้งคู่ต้องประคองกันเอง

เพราะเตรียมข้อเสนอใหญ่ไว้ในวันที่ 80 จิมมี่จึงไม่ให้อะไรเลยในวันที่ 70 ทั้งคู่ต้องหาทางคืนดีกันเอง เลนนี่บอกว่าหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งหดหู่และเศร้า สิ่งที่ทำได้มีแค่อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย และเล่นหมากรุก จนกลายเป็นการท้าทายจิตใจจริง ๆ ส่วนเอียนบอกซ้ำว่าแค่อยากกลับบ้าน

เอียนยังเรียกเลนนี่ว่า "นักโทษปากโป้ง" อยู่ เลนนี่สวนว่าเอียนต่างหากที่เป็นนักโทษตัวจริง จิมมี่มองว่าเอียนยังปล่อยวางเรื่องที่มีแค่เลนนี่ได้สิทธิ์ญาติเยี่ยมไม่ได้ เลนนี่พยายามให้กำลังใจด้วยการพูดว่าชีวิตก็ดีอยู่ เอียนตอบว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์และมีแต่แย่ลง เขาบอกว่าไม่มีปัญหาถ้าต้องกลับก่อนกำหนด และถ้ามีข้อเสนอให้รับเงินน้อยลงเพื่อกลับบ้าน เขาก็จะรับ ฝั่งเลนนี่บอกว่าการต้องเจอพลังลบตลอดเวลาทำให้เขาหงุดหงิด

วันที่ 80: หินหนัก 2,000 ปอนด์กับกุญแจกรงเงินแสน

เมื่อเหลือ 20 วันและดูเหมือนทั้งคู่ใกล้จะล้มเหลว จิมมี่บอกว่าข้อเสนอต่อไปอาจเป็นโอกาสรื้อฟื้นมิตรภาพ หรือเป็นตัวการที่ทำให้คลิปจบลงก็ได้ ตรงหน้าทั้งคู่คือก้อนหินหนัก 2,000 ปอนด์ ข้างในมีกุญแจไขกรงที่บรรจุเงิน 100,000 ดอลลาร์ ทั้งคู่มีเวลาวันละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วันเพื่อทุบหินเอากุญแจ แต่ถ้ารับความเสี่ยงนี้ต้องจ่าย 50,000 ดอลลาร์ให้จิมมี่ทันที จิมมี่ย้ำว่าถ้าอยากมีโอกาสสำเร็จ ทั้งคู่ต้องร่วมมือกัน

เลนนี่บอกเอียนว่ารู้ว่าเอียนไม่ชอบงานน่าเบื่อ แต่ครั้งนี้ต้องลงแรง เอียนลังเลว่าจะทุบได้จริงหรือ และบ่นว่ารู้สึกเหมือนถูกปล้นกลางทางหลวง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ยืนยันว่าทำได้ และจ่ายเงิน 50,000 ไป

ชั่วโมงแรกทั้งคู่ทุบไม่หยุด แต่หินแข็งมาก เอียนพูดว่าคงเสีย 5 หมื่นไปแล้ว และว่าเขาเกลียดที่นี่ วันรุ่งขึ้นทั้งคู่เริ่มงานทันที แต่เอียนกลายเป็นกองเชียร์มากกว่าคนลงแรง และยืนดูอยู่ข้างสนามตลอดวันที่ 4 เลนนี่บอกว่าผิดหวังมากและใช้แรงจนหมดตัว จิมมี่คิดว่าเอียนคงดูออก เพราะวันรุ่งขึ้นเอียนเปลี่ยนความคิดครั้งใหญ่ พอเลนนี่หมดแรง เอียนก็รับช่วงต่อ ทั้งคู่ใช้สิ่วจนเกิดรอยแยกใหญ่ และบอกว่ามีความหวังขึ้นมาแล้ว

แต่ความคืบหน้าไม่ได้ต่อเนื่อง หมดชั่วโมงที่ 6 จิมมี่ประกาศว่า "หินหนึ่งคะแนน นักโทษศูนย์คะแนน" ทั้งคู่ลงแรงเป็นร้อยครั้งทุกวัน แต่หินไม่สะเทือน เอียนเริ่มไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ และพูดว่าถ้าเสีย 5 หมื่นนั้นไปเขาจะเลิก

เมื่อแรงไม่พอ ความรู้จากห้องสมุดจึงเข้ามาช่วย

เอียนคิดได้ว่าแรงอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่ต้องการคือความรู้ เขาเข้าห้องสมุด เจอหนังสือเกี่ยวกับหิน และฉีกหน้าที่เกี่ยวกับงานของพวกเขาออกมา หนังสือแนะนำให้ใช้คานงัด ทั้งคู่ลองสอดและถ่วงน้ำหนักเพื่อดัน แต่หินไม่เขยื้อนและหนักเกินกว่าจะยก

เมื่อเหลือเวลาสองวัน เอียนกลับไปอ่านเพิ่ม และพบภาพที่บอกว่าต้องใช้สิ่วเจาะตรงจุดที่อ่อนแอของหิน คราวนี้ได้ผล หินทั้งก้อนแตกผ่าครึ่ง เอียนตื่นเต้นว่าอาจได้เงินแสนวันนั้นเลย แต่หมดชั่วโมงที่ 9 ก่อน ทั้งคู่บอกว่าเกือบสำเร็จแล้ว เลนนี่ยอมรับว่าหินแข็งกว่าที่คาดไว้มาก และประเมินว่าโอกาสสำเร็จตอนนี้ 50-50

ชั่วโมงสุดท้าย ทั้งคู่ช่วยกันเจาะลงไปในแผ่นหินที่หนามาก โดยมั่นใจว่ากุญแจอยู่ข้างใน จิมมี่นับเวลาที่เหลือ 30 นาที 15 นาที และ 10 นาที จนในที่สุดกุญแจก็หลุดออกมา ทั้งคู่ไขกรงได้เงิน 100,000 ดอลลาร์ และฉลองกันว่าเป็น "ตำรวจกับโจร เพื่อนรักตลอดชีพ"

วันที่ 90–98: วันเกิดในคุกและปฏิบัติการยกเค้าคอมพิวเตอร์

ในวันที่ 90 จิมมี่บอกว่าไม่มีข้อเสนอ เพราะเตรียมสิ่งที่โหดเป็นพิเศษไว้ในวันที่ 99 จิมมี่บรรยายว่าเอียนยึดวิถีโจรมาตลอดคลิป และในวันที่ 99 เขาจะมีโอกาสขโมยเงินรางวัลสะสมทั้งหมด

วันที่ 91 เป็นวันเกิดของเอียน เลนนี่ทำเซอร์ไพรส์ให้ เอียนบอกว่าไม่อยากเชื่อว่าฉลองวันเกิดในคุกมาสามปีแล้ว แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็มีเพื่อนร่วมห้องที่ดี

กระนั้น สิบวันสุดท้ายกลับเป็นช่วงที่ยากที่สุดของโทษจำคุก 100 วัน เพราะไม่มีอะไรใหม่ให้ทำ เลนนี่ชวนเอียนว่าถ้าแอบเอาคอมพิวเตอร์จากห้องสมุดออกมาคงตลกดี เอียนจึงลงมือ ทั้งคู่ประกอบเครื่องจนใช้ได้ และขนกระสอบทรายมาทำเป็นเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ จิมมี่บอกว่าไม่โทษพวกเขา เพราะนี่เป็นคุกเดียวที่การก่อเรื่องไม่ได้เพิ่มโทษ ตามปกติเขาจะลงโทษเรื่องขโมย แต่เพราะวันที่ 99 ใกล้มาแล้วจึงรอไว้ก่อน

จิมมี่ตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ทำให้ตำรวจกับโจรคู่นี้สนิทกันขึ้นตลอดคลิปกลับเป็นการขโมย เอียนบอกว่าชอบที่ได้เห็นเลนนี่ข้ามไปฝั่งมืดนิด ๆ ครั้งนี้เลนนี่เชียร์ให้เขาแหกกฎด้วย ส่วนเลนนี่บอกว่าเขาปรับตัวได้แล้ว และดีใจที่ในฐานะตำรวจได้มีประสบการณ์นี้ ทำให้เข้าใจความรู้สึกของการอยู่อีกฝั่งหนึ่งของรั้ว โดยไม่รู้สึกเสียใจ

วันที่ 99: ปุ่มสีแดงมูลค่า 480,000 ดอลลาร์

จิมมี่ถามว่าเมื่อ 99 วันก่อนทั้งคู่ยังเป็นคนแปลกหน้า คิดว่าจะเป็นเพื่อนกันนอกคุกได้ไหม ทั้งคู่ตอบว่าได้และสนิทกันแล้ว จากนั้นจิมมี่ก็เผยบททดสอบสุดท้าย ทั้งคู่จะถูกแยกไปขังเดี่ยวคนละห้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในห้องมีปุ่ม ถ้าใครกดก่อนหมดเวลา คนนั้นจะได้ออกทันทีพร้อมเงินกองกลางทั้งหมด 480,000 ดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับขโมยส่วนของอีกฝ่ายไปทั้งหมด และไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายกดไปหรือยังจนกว่าตัวนับถอยหลังจะเป็นศูนย์

จิมมี่พูดกับแต่ละคนให้ชั่งใจว่าอีกฝ่ายจะกดหรือไม่ เช่นถามเลนนี่ว่าเอียนที่ขโมยหนังสือและวิดีโอมาตลอดจะทำหรือเปล่า และควรกดตัดหน้าก่อนไหม เขายังเล่าให้อีกฝั่งฟังว่าเอียนงอแงหนักเรื่องการถูกขังเดี่ยวตอนครอบครัวเลนนี่มาเยี่ยม และเคยบอกว่าเขาไม่ได้ยอมจ่ายเพื่อจะกลับเข้าไปในนั้นอีก ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งบอกจิมมี่ว่าคิดว่าอีกฝ่ายจะกด และตัวเองจะกดก่อน เลนนี่ยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าการไว้ใจโจรให้อยู่กับปุ่มที่ให้เงินได้ 480,000 ดอลลาร์เป็นความคิดที่ฉลาดหรือไม่ คนที่ติดคุกเพราะฉ้อโกงอาจถูกยั่วใจได้

นี่เป็นการขังเดี่ยวครั้งแรกของเลนนี่และครั้งที่สองของเอียน ซึ่งกลัวที่แคบ เอียนบอกว่าไม่อยากเห็นตัวนับถอยหลังเพราะแค่มองก็วิตก จึงเอาถุงขยะมาปิดนาฬิกาไว้ ยิ่งอยู่นาน ทั้งคู่ยิ่งคิดถึงสิ่งที่จะทำได้ด้วยเงินอีกครึ่งของคู่หู เอียนบอกว่าเขามีหนี้ครึ่งล้านตอนออกจากคุก การกดครั้งเดียวจะชดใช้ทุกอย่างในอดีตได้ ในคลิปยังมีการพูดถึงค่าเล่าเรียนลูก รถใหม่ของตัวเองกับภรรยา หรือบ้านอีกหลัง เอียนถามตัวเองว่าควรกดเอาเงินไปจ่ายหนี้เก่าแล้วหักหลังเลนนี่หรือไม่ และตอบว่า "อาจต้องทำ" เขายังรู้สึกว่าตัวเองควรได้มากกว่า เพราะเจอช่วงเวลาที่แย่กว่าเลนนี่ ไม่ได้สิทธิ์เยี่ยม ไม่ได้เจอครอบครัว และถูกขังเดี่ยวนานกว่าเลนนี่ถึงสองเท่า

ฝั่งเลนนี่บอกว่าถ้าเอียนไปก็คงปวดใจมาก เพราะเขาทุ่มเทพอ ๆ กัน และถ้าเอียนทนอีก 24 ชั่วโมงไม่ได้ ก็แปลว่าวิถีนักโทษยังเหมือนเดิม ก่อนนอนเขาบอกว่าหวังว่าเอียนจะยังอยู่ข้างนอกตอนเรื่องนี้จบ

บทสรุปหลัง 24 ชั่วโมงสุดท้าย

เมื่อครบเวลา จิมมี่ประกาศให้คนที่ยังอยู่ในห้องขังเดี่ยวออกมายืนตรงกลาง ซึ่งมีม่านสีดำกั้นทั้งสองฝั่งไว้ ถ้าทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้น จะได้แบ่งเงินกันเท่า ๆ กัน แต่ถ้ามีเพียงคนเดียว อีกคนก็ติดคุก 100 วันอย่างสูญเปล่า เมื่อนับสาม สอง หนึ่ง แล้วเปิดม่าน ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงนั้นทั้งสองคน ไม่มีใครหักหลังใคร

แต่ละคนได้รับเงิน 240,000 ดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่า 500,000 ดอลลาร์ที่ตั้งไว้ตอนเริ่ม เพราะเงินกองกลางถูกใช้ไปกับข้อเสนอต่าง ๆ ระหว่างทาง ครอบครัวของทั้งคู่มาร่วมฉลอง และจิมมี่ประกาศว่าทั้งสองคนเป็นอิสระแล้ว พร้อมบอกว่าหวังว่าพวกเขาจะไม่ต้องติดคุกอีก