จากขี่อูฐ 1 ดอลลาร์ถึงยอดเบิร์จคาลิฟา: MrBeast ไล่ลองกิจกรรมราคาตั้งแต่ 1 ถึง 500,000 ดอลลาร์

เปิดใน YouTube ↗
ภาพรวม

วิดีโอนี้ตั้งคำถามว่า กิจกรรมที่ราคาต่างกันมากตั้งแต่ 1 ดอลลาร์ไปจนถึงครึ่งล้านดอลลาร์ ให้ประสบการณ์ต่างกันแค่ไหน จิมมี่ (MrBeast) พาเพื่อน ๆ ได้แก่ แชนด์เลอร์ คาร์ล ทาริก และโนแลน ไล่ลองกิจกรรมทีละระดับราคา เริ่มจากกิจกรรมที่ถูกที่สุดที่เขาหาได้ ไปจนถึงทริปดูไบมูลค่า 500,000 ดอลลาร์ที่ปิดท้ายด้วยการขึ้นไปยืนบนยอดตึกที่สูงที่สุดในโลก ตัวเลขราคาทั้งหมดในบทความนี้เป็นตัวเลขที่ระบุในวิดีโอ

9 นาทีในการอ่าน

1 ดอลลาร์: ขี่อูฐได้ 2 นาที

กิจกรรมแรกคือการขี่อูฐ จิมมี่ถามว่าเงิน 1 ดอลลาร์ขี่ได้นานแค่ไหน และได้คำตอบว่า 2 นาที เขาเรียกกิจกรรมนี้ว่าเป็นกิจกรรม 1 ดอลลาร์ที่สุดยอด ระหว่างขี่ ผู้ร่วมรายการคนหนึ่งบอกว่าอยากขี่อูฐที่อียิปต์ แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่า 1 ดอลลาร์มาก จึงแก้ขัดด้วยการแปะภาพพีระมิดไว้เป็นฉากหลังแทน

ผู้ขี่พบว่าต้องออกแรงจับให้แน่นจึงจะทรงตัวอยู่บนหลังอูฐได้ และรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่าที่คิด เมื่อครบ 2 นาที กิจกรรมก็จบลง

10,000 ดอลลาร์: มื้อค่ำบนบอลลูนลมร้อนสูง 3,000 ฟุต

ระดับถัดมาคือการกินอาหารบนท้องฟ้า ด้วยราคา 10,000 ดอลลาร์ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ขึ้นบอลลูนลมร้อนไปที่ความสูง 3,000 ฟุต โดยมีเชฟดาวมิชลินที่เปลี่ยนบอลลูนให้เป็นห้องครัว จุดเด่นคือเชฟใช้เปลวไฟที่ทำให้บอลลูนลอยมาปรุงอาหาร หนึ่งในจานที่เสิร์ฟคือปลาที่ปรุงด้วยไฟของบอลลูน

ผู้ร่วมกิจกรรมบอกว่าความสูงมากกว่าที่คิดไว้ และมองเห็นเงาของบอลลูนทอดลงบนทุ่งด้านล่าง คอร์สนี้มีอาหารกูร์เมต์ 10 จาน จิมมี่ชมว่าทุกจานยอดเยี่ยม วิวก็ยากจะลืม และแนะนำว่าถ้าใครมีเงินเหลือ 10,000 ดอลลาร์และอยากทำให้คนที่ชอบประทับใจ กิจกรรมนี้น่าลอง ก่อนจบช่วงนี้จิมมี่ถามความเห็นเชฟเกี่ยวกับช็อกโกแลต Feastables ของตัวเอง เชฟตอบว่ารสกลมกล่อมและชอบความกรุบกรอบในช็อกโกแลต

50,000 ดอลลาร์: เรือดำน้ำส่วนตัว ปะทะซาฟารีในแอฟริกา

กิจกรรมระดับ 50,000 ดอลลาร์แบ่งเป็นสองทีม ทีมแรกคือจิมมี่ แชนด์เลอร์ และคาร์ล จิมมี่เริ่มด้วยการแกล้งชี้ไปที่เรือยอชต์และถามว่าคิดว่าราคาวันละ 50,000 ดอลลาร์ไหม ก่อนเฉลยว่ากิจกรรมจริงคือการลงไปสำรวจพื้นมหาสมุทรด้วยเรือดำน้ำ

พวกเขาได้เรือดำน้ำเป็นของตัวเองและสำรวจได้ตามต้องการ จิมมี่พูดติดตลกว่าทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นพาเรือไปชน ยังไม่ทันถึงก้นทะเลก็เริ่มเห็นปลา และเห็นปลาสากตัวใหญ่ เพื่อให้ได้มุมกล้องที่ดีที่สุด ทีมงานจ้างนักดำน้ำสกูบาให้ว่ายตามเรือดำน้ำ จิมมี่ยังใช้ป้ายข้อความ "ฉลามข้างหลัง" สื่อสารกับนักดำน้ำเพื่อแกล้ง ระหว่างทาง คาร์ลตั้งคำถามว่าถ้าอยู่บนเรือธรรมดาแทนจะเป็นอย่างไร และเรือดำน้ำเข้าไปใกล้แนวหินมากจนผู้ร่วมกิจกรรมต้องถามว่าปลอดภัยไหม ซึ่งได้คำตอบว่าไม่เป็นไร

ทีมที่สองคือทาริกและโนแลน ซึ่งไปซาฟารีในแอฟริกาด้วยงบเท่ากัน วิดีโอตั้งเป็นการแข่งว่าทีมไหนจะได้เห็นสัตว์ที่เจ๋งกว่า และทีมซาฟารีประกาศตั้งแต่ต้นว่าตัวเองชนะ พวกเขาตั้งเป้าว่าจะไม่กลับจากแอฟริกาจนกว่าจะได้เห็นสิงโต ระหว่างทางเจอหมูป่าซึ่งพวกเขาเรียกว่า "พุมบ้า" แต่การตะโกนทำให้มันตกใจหนีไป จึงต้องขอโทษกันเอง ต่อมาเจอม้าลาย และได้เข้าใกล้ช้างสองตัวมากจนประสาทเสีย ก่อนจะถูกช้างวิ่งเข้าชาร์จ ในที่สุดก็ได้เจอสิงโต ซึ่งพวกเขาบรรยายว่าดูน่าเกรงขามมาก

ข้อสรุปของทีมซาฟารีคือ ประสบการณ์นี้เจ๋งกว่าเรือดำน้ำมาก เพราะอยากเห็นสิงโตมากกว่าปลา และพวกเขาเห็นว่าคุ้มกับเงิน 50,000 ดอลลาร์ของจิมมี่

250,000 ดอลลาร์: เที่ยวบินไร้แรงโน้มถ่วง

จิมมี่บอกว่ากิจกรรมก่อนหน้าดูจืดไปเลยเมื่อเทียบกับกิจกรรมไร้แรงโน้มถ่วงราคา 250,000 ดอลลาร์ บริษัทที่ให้บริการจะพาเครื่องบินไต่ขึ้นแล้วดิ่งลง ทำให้เกิดสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงภายในห้องโดยสาร

เมื่อสภาวะไร้น้ำหนักเริ่มขึ้น ทุกคนลอยขึ้น บางคนตัวกลับหัวและหยุดลอยไม่ได้ ในการดิ่งรอบถัดไป พวกเขาแข่งกันลอยไปอีกฝั่งของห้องโดยสาร โนแลนเป็นฝ่ายแพ้ แต่วิดีโอยอมรับว่าการแข่งครั้งนี้ออกมาไม่ค่อยดี คาร์ลจึงเสนอไอเดียใหม่ คือใช้เครื่องเป่าใบไม้เป็นแรงขับในสภาวะไร้น้ำหนัก ผลคือคนที่ทดลองหมุนติ้วจนคนอื่นต้องตะโกนให้หยุด ช่วงท้ายของกิจกรรมนี้ยังมีการเล่นของเล่นของแบรนด์จิมมี่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงด้วย

500,000 ดอลลาร์: ทริปดูไบ

กิจกรรมสุดท้ายคือทริปดูไบมูลค่า 500,000 ดอลลาร์ จิมมี่บอกก่อนเริ่มว่าไม่แน่ใจว่าจะชนะประสบการณ์ไร้แรงโน้มถ่วงได้หรือเปล่า เขาเรียกดูไบว่าเป็นมหานครที่หรูหราที่สุดในโลก เป็นเมืองกลางทะเลทรายที่เต็มไปด้วยความบันเทิง และให้คำมั่นว่าตอนท้ายคลิปเขาจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่ได้ยืนบนยอดตึกที่สูงที่สุดในโลก ทริปเริ่มจากจุดชมวิวบนกรอบรูปขนาดยักษ์สูง 500 ฟุต

โรงแรมแอตแลนติสและชั้นใต้น้ำ

จุดแรกคือโรงแรมแอตแลนติส จิมมี่บอกว่าสองชั้นแรกหรูหราเหลือเชื่อ แต่สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือชั้นที่ 3 ซึ่งอยู่ใต้น้ำทั้งหมด คาร์ลถึงกับลงไปดำน้ำในบ่อเดียวกับฉลามเพื่อแกล้งเพื่อน ๆ ที่มองอยู่ด้านนอก วิดีโอบอกว่าในถังนี้มีฉลามถึง 80 ตัว และคนอื่น ๆ จะต้องลงไปว่ายกับพวกมันในภายหลัง ระหว่างนั้นจิมมี่ยังเผยว่าจะปิดทริปนี้ด้วยการกระโดดร่ม ซึ่งทำให้เพื่อน ๆ ตกใจ

ซูเปอร์คาร์ ฟอร์มูลาวัน และแลมโบร์กินีที่ถูกยกให้คนอื่น

ก่อนถึงการกระโดดร่ม ทั้งกลุ่มไปที่ดูไบออโต้โดรม ซึ่งวิดีโอเรียกว่าเป็นบ้านของรถที่แรงที่สุดในเมือง จิมมี่ชวนครีเอเตอร์ท้องถิ่นรายใหญ่มาแข่งซูเปอร์คาร์ด้วยกันหนึ่งวัน การแข่งเต็มไปด้วยมุกตลก เช่น การแซวว่ามีคนขับช้าเหมือนคุณยาย และมีคนบอกว่าแม่คงไม่พอใจที่มาแข่งรถแบบนี้ ขณะที่คนอื่นแค่ทำทีเป็นแข่งกัน คาร์ลได้ขับรถแข่งฟอร์มูลาของจริง แม้จะเริ่มต้นได้ไม่สวย แต่คาร์ลบอกว่านี่คือวันที่ดีที่สุดในชีวิต

ค่ากิจกรรมนี้รวมรถแลมโบร์กินีคันใหม่ด้วย จิมมี่ขับไปดูการแข่งขัน NBA ที่อาบูดาบีและยืนยันว่ารถเร็วมาก แต่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนชอบขับรถสปอร์ต แถมยังหาที่จอดไม่ได้ จึงตัดสินใจหาคนมารับรถต่อ คนแรกที่ถูกถามว่าเคยดูช่อง MrBeast ไหมตอบว่าเคยและกดติดตามด้วย แต่สุดท้ายรถไปตกอยู่กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กดติดตามช่องและตอบว่าสนใจรถคันนี้ ผู้ได้รับรถบอกว่าตัวสั่นไปหมด จิมมี่ใช้จังหวะนี้ชวนผู้ชมให้กดติดตามจะได้ไม่พลาดโอกาสแบบนี้

หลังจากนั้นจิมมี่ได้นั่งดูบาสเกตบอลข้างสนาม แต่บอกว่าสุดท้ายกลายเป็นเกมถ่ายรูปกับคนอื่นมากกว่า และยังได้ทักทายสตีฟ ฮาร์วีย์ กับรัสเซลล์ เวสต์บรูก

สวนน้ำ เพนกวิน และบ่อฉลาม 80 ตัว

จิมมี่บอกว่ายังเหลืองบสำหรับกิจกรรมอีก 200,000 ดอลลาร์ จุดต่อไปคือสวนน้ำขนาดมหึมา ที่นี่เขาได้เล่นกับเพนกวินและแซวตัวที่ได้ยินว่าเป็นจ่าฝูง จากนั้นทั้งกลุ่มลงไปในบ่อที่มีฉลาม 80 ตัวและปลากระเบน มีการเล่นมุกเปรียบปลากระเบนกับบัซ ไลท์เยียร์ และคนหนึ่งประกาศตัวเป็นอะควาแมน ราชาแห่งฉลาม ที่สั่งให้ฉลามโจมตีคาร์ลแทน ผู้ร่วมกิจกรรมคนหนึ่งเล่าว่าคิดว่ามีสัตว์มาดึงสายออกซิเจนของตัวเองหลุด

ร้านอาหารแห่งอนาคตกับภาพ 360 องศา

มื้อค่ำของทริปนี้อยู่ที่ร้านอาหารที่วิดีโอเรียกว่า "ส่งตรงมาจากอนาคต" ทุกคนนั่งห่างกันกว่าที่จิมมี่เคยนั่งในร้านอาหาร พนักงานประกาศว่าจะเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิต จานแรกเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ต้องกินให้หมดในคำเดียว

ระหว่างมื้อ ห้องทั้งห้องเปลี่ยนเป็นภาพเคลื่อนไหวรอบทิศ จนผู้ร่วมกิจกรรมเปรียบว่าเหมือนภารกิจในเกม Call of Duty บางคนถามว่ากำลังถูกแฮกหรือเปล่า และจิมมี่บอกว่านึกว่ามาร้านอาหาร ไม่ใช่โรงภาพยนตร์ วิดีโออธิบายว่าคอร์ส 9 จานนี้มาพร้อมวิชวลเอฟเฟกต์ 360 องศาที่เปลี่ยนไปตามแต่ละจาน ภาพบางส่วนยังตอบสนองต่อการสัมผัส เช่น เมื่อจับแก้ว ภาพก็เปลี่ยนตาม มีฉากให้ทุกคนช่วยกัน "ป้องกันโลก" และภาพที่ดูเหมือนสะดุดแก้วน้ำบนโต๊ะ

อาหารเป็นคอร์สอาหารทะเลสด 9 จาน รวมถึงเบอร์เกอร์วากิวเคลือบทองที่แชนด์เลอร์ให้ไฟเขียว จานพิเศษสุดท้ายทำขึ้นสำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ และมีภาพที่ทุกคนบอกว่าเป็นแชนด์เลอร์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่ตัวเอง

สระว่ายน้ำไร้ขอบบนความสูง 600 ฟุต

ก่อนถึงกิจกรรมร่วงจากฟ้าและปีนตึก ทั้งกลุ่มไปทดสอบความกลัวความสูงที่สระว่ายน้ำบนฟ้า สระนี้อยู่สูงจากพื้น 600 ฟุต เป็นสระไร้ขอบ 360 องศาที่มองเห็นวิวเมืองได้รอบทิศ จิมมี่ชี้ให้ดูเกาะด้านหลังและบอกว่าเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น จากนั้นพวกเขาถูกยื่นตัวออกไปพ้นขอบสระ ให้มองลงไปเห็นดูไบจากด้านบน

กระโดดร่มจาก 10,000 ฟุต: เผชิญความกลัวที่สุด

กิจกรรมถัดมาคือการกระโดดร่มลงสู่เกาะที่มนุษย์สร้าง จิมมี่บอกว่านี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำมาก่อนในชีวิต แต่คลิปนี้จะไม่มีความหมายถ้าเขาไม่ได้เผชิญความกลัวที่สุดของตัวเอง ซึ่งก็คือการร่วงจากท้องฟ้า ก่อนขึ้นเครื่อง ผู้ร่วมกิจกรรมพูดติดตลกด้วยความกลัวว่าถ้าไม่รอดให้ฝากอัปโหลดคลิปด้วย มีคนตะโกนว่ามีครอบครัวนะ และเมื่อถามว่ามีโอกาสตายเท่าไร ก็ได้คำตอบว่าไม่รู้

เครื่องบินขึ้นไปถึงความสูง 10,000 ฟุต จิมมี่บอกซ้ำหลายครั้งว่ายังไม่พร้อม เพื่อนคนหนึ่งตะโกนว่าเกลียดจิมมี่และเปลี่ยนใจแล้ว ระหว่างดิ่งลง จิมมี่ตะโกนว่าไม่อยากทำแบบนี้และกลัวมาก แม้จะยังอยู่บนที่สูงหลังร่มกางแล้ว เขาก็ยอมรับว่านี่น่าจะเป็นความกลัวที่สุดของเขา แต่ทำเพื่อผู้ชม เมื่อลงถึงพื้นก็บอกว่ายังไม่ตาย รอดแล้ว

แชนด์เลอร์ไม่ได้กระโดด และกล่าวขอโทษจิมมี่ว่าทำไม่ได้จริง ๆ

ปิดท้าย: ปีนขึ้นยอดเบิร์จคาลิฟา

จิมมี่บอกว่าโชคดีที่ไม่ได้ขอให้แชนด์เลอร์มาร่วมประสบการณ์สุดท้าย ซึ่งเขาถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในคลิป นั่นคือการขึ้นไปยืนบนยอดเบิร์จคาลิฟา ตึกที่สูงที่สุดในโลก วิดีโอระบุว่าตึกสูง 2,700 ฟุต ขั้นแรกคือขึ้นลิฟต์ไป 160 ชั้น แต่ช่วง 900 ฟุตสุดท้ายไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปีนบันไดขึ้นไปเอง

จิมมี่ยอมรับว่าประเมินความยากต่ำไป แม้จะปีนบันไดมาหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังเหลือทางอีกมาก หลายครั้งเขานึกว่าถึงแล้วแต่ก็ยังไม่ถึง ทางขึ้นดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด และทุกก้าวทำให้เขาเริ่มถามตัวเองว่าอยากไปต่อจริงหรือไม่ เขาบอกว่าไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่เตือนตัวเองว่านี่เป็นช่วงเวลาที่คนเพียงไม่กี่คนในโลกจะได้สัมผัส และรู้ว่าไม่มีทางย้อนกลับแล้ว

เมื่อถึงยอด จิมมี่ตะโกนว่าสำเร็จแล้ว และบอกว่าที่นั่นสูงและน่ากลัวมาก ไม่ควรมองลงไปเลย จนรู้สึกจะอ้วกและเกือบเป็นลม เขาย้ำว่าตัวเองกลัวความสูง และพูดติดตลกว่า Feastables อร่อยกว่าเมื่อกินบนพื้น

ในตอนท้าย จิมมี่สรุปจากประสบการณ์ของตัวเองว่า ทุกครั้งที่เผชิญความกลัว สุดท้ายเขาจะได้สนุกกับมันและได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง เขาบอกว่าซาบซึ้งกับประสบการณ์ครั้งนี้ และชวนผู้ชมให้ลองออกไปทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ปกติไม่เคยทำ เพื่อจะได้สนุกและรู้จักตัวเองมากขึ้น