มนุษย์ปะทะสัตว์ 7 รอบ: จากชักเย่อกับสิงโตถึงเสือชีตาห์แข่งกับรถฟอร์มูลาอี

เปิดใน YouTube ↗
ภาพรวม

คลิปนี้ตั้งคำถามชุดหนึ่งว่า มนุษย์ที่เก่งที่สุดในแต่ละด้านจะสู้สัตว์ได้หรือไม่ เช่น เสือชีตาห์กับรถที่เร็วที่สุดคันหนึ่งของโลก ใครจะเร็วกว่ากัน มนุษย์จะสู้หมีได้ไหม และเสือจะกระโดดได้สูงกว่าเจ้าของสถิติโลกหรือเปล่า จิมมี่ผู้ดำเนินรายการจัดการแข่งขันทั้งหมดเจ็ดรอบ บางรอบเป็นการวัดพลังกันตรง ๆ บางรอบเป็นการแข่งที่พลิกโจทย์จนกลายเป็นเรื่องตลก รอบสุดท้ายเป็นการแข่งความเร็วระหว่างเสือชีตาห์กับรถสามคัน ซึ่งปิดท้ายด้วยประเด็นการอนุรักษ์

8 นาทีในการอ่าน

รอบแรก: ชักเย่อกับสิงโตหนัก 500 ปอนด์

รอบแรกให้ไบรอัน ซึ่งรายการแนะนำว่าเป็นชายที่แข็งแรงที่สุดในโลก ชักเย่อวัดแรงกับสิงโตหนักราว 500 ปอนด์ ช่วงแรกสิงโตดึงไบรอันไว้ได้จริง ผู้ดำเนินรายการตื่นเต้นกับแรงของมัน และตั้งข้อสังเกตว่าไบรอันเคยลากเครื่องบินมาแล้ว แต่สิงโตตัวนี้กลับไม่ขยับเลย ระหว่างการแข่งสิงโตยังหันหลังไปเฉย ๆ จิมมี่มองว่ามันอาจตั้งใจทำให้ไบรอันหมดแรง

เมื่อเวลาผ่านไป สิงโตเริ่มสู้ไม่ไหว ไบรอันค่อย ๆ ดึงเข้ามาจนเหลืออีกราวสามฟุต แล้วก็เป็นฝ่ายชนะ จิมมี่ย้ำว่านี่เป็นเพียงรอบแรกจากเจ็ดรอบเท่านั้น

รอบสอง: กระโดดสูงแข่งกับเสือลูน่า

รอบที่สองเป็นการแข่งกระโดดสูงระหว่างดาเรียส คลาร์ก ซึ่งรายการแนะนำว่าเป็นเจ้าของสถิติโลกกินเนสส์ด้านการกระโดดสูง กับเสือชื่อลูน่า ก่อนเริ่ม ดาเรียสพูดอย่างมั่นใจว่าถ้าเสือกระโดดได้สิบสามฟุต เขาก็ทำได้ ฝั่งเสือใช้เนื้อแขวนไว้ล่อ ลูน่ากระโดดขึ้นไปคาบเนื้อได้สูงจนทุกคนอึ้ง

จิมมี่อยากให้ดาเรียสชนะด้วยการทำลายสถิติของตัวเอง จึงไม่แขวนเป้าไว้ที่ความสูงสิบฟุตเก้านิ้ว แต่แขวนไว้ที่สิบสองฟุตสามนิ้ว ซึ่งรายการระบุว่าสูงกว่าสถิติโลกกินเนสส์ของดาเรียสหนึ่งนิ้วพอดี ถ้าแตะได้ เขาจะทั้งชนะเสือและสร้างสถิติโลกใหม่ จิมมี่ยอมรับตรง ๆ ว่าตอนแรกคิดว่าดาเรียสแค่คุยโว และไม่เชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ ดาเรียสเองก็พูดติดตลกว่าตัวเองอาจจะโม้

ผลคือดาเรียสแตะเป้าได้ ทุกคนในกองตื่นเต้นกันมาก แต่ตัวเขากลับนิ่ง ๆ และบอกว่ายังกระโดดได้สูงกว่านี้อีก หลังสองรอบแรก ทีมมนุษย์จึงนำอยู่ แต่จิมมี่บอกว่ารอบถัดไปน่าจะยากกว่าเดิมมาก

รอบสาม: แบกถุงเงินหนีกระทิงสามตัว

รอบที่สามจัดในสนามกระทิงกับบั๊บบ้า นักขี่กระทิง กติกาคือรายการจะปล่อยกระทิงสามตัวเข้าสนาม บั๊บบ้าต้องแบกถุงเงินข้ามไปอีกฝั่งให้ได้มากที่สุดภายในสามนาที แล้วได้เงินเท่ากับที่ใส่ลงถัง

เมื่อปล่อยกระทิง พวกมันพุ่งตรงไปหาบั๊บบ้าทันที บั๊บบ้าทำหมวกหล่นแต่ก็ขนเงินไปได้หนึ่งหมื่นเหรียญตั้งแต่ช่วงแรก และหยิบเพิ่มทีละสองถุง กระทิงตัวหนึ่งยังวิ่งเข้าหาทีมงานด้วย จิมมี่บอกว่าถ้าเป็นตัวเองคงกลัวแทบบ้า ส่วนบั๊บบ้ากลับหัวเราะได้ทั้งที่กระทิงหนักราวพันห้าร้อยปอนด์กำลังพุ่งใส่ และยังลองเข้าไปยั่วให้กระทิงถอยด้วย จิมมี่บอกตัวเองว่าอย่าไปเลียนแบบมืออาชีพ เพราะดูแล้วเขาทำเหมือนเป็นเรื่องง่ายมาก ท้ายที่สุดบั๊บบ้าได้เงินห้าหมื่นเหรียญ และบอกว่าอาจเอาไปซื้อรถใหม่

รอบสี่: นิคต้องเลือกระหว่างนักซูโม่กับหมีกริซลี่

รอบที่สี่เป็นของนิค ซึ่งเคยมาแข่งวิ่งกับโนอาห์ ไลลส์ในคลิปก่อน และแพ้ทั้งที่ได้ออกตัวก่อน จิมมี่จึงให้โอกาสครั้งที่สองที่อันตรายกว่าเดิม เงินรางวัลคือหนึ่งแสนเหรียญ เงื่อนไขคือนิคต้องเลือกว่าจะอยู่ในวงหนึ่งนาทีกับรามี่ นักซูโม่อาชีพหนักห้าร้อยปอนด์ หรือกับหมีกริซลี่ตัวหนึ่ง รายการเตือนว่าอย่าคิดว่าหมีไม่อันตราย เพราะมันฉีกร่างมนุษย์เป็นชิ้น ๆ ได้

นิคเลือกนักซูโม่ทันที และบอกว่าใครจะไปเลือกหมีกริซลี่ เมื่อถูกถามว่าทำประกันชีวิตไว้หรือยัง เขาตอบว่ายัง เพื่อไม่ให้นิคบาดเจ็บหนัก รายการพาโค้ชซูโม่ตัวจริงมาสอนท่าพื้นฐาน เช่น การย่อเข่าและการสไลด์เท้า กติกาคือนิคต้องอยู่ในวงสีแดงให้ครบหนึ่งนาที ถ้าโดนดันออกก่อนก็จะกลับบ้านมือเปล่าเป็นครั้งที่สอง

เมื่อเริ่มแข่ง รามี่ดูเหมือนแค่เล่นสนุก ส่วนนิคแทบไม่ได้สู้กลับ ทีมงานตะโกนให้จับเข็มขัดคู่ต่อสู้ นิคบ่นว่าถูกรัดแน่นจนหายใจไม่ออก ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนแค่กอดรามี่ไว้เฉย ๆ แต่เขาประคองตัวมาได้จนถึงวินาทีสุดท้าย ระหว่างนับถอยหลัง นิคเอามือแตะขอบวงและข้ามเส้นออกไปก่อนครบนาที จึงไม่ได้เงินรางวัล จิมมี่สรุปว่านิคเคยแพ้คนที่เร็วที่สุดในโลก และตอนนี้ก็แพ้นักซูโม่อีก แต่เพราะสงสาร จึงมอบเงินปลอบใจให้หนึ่งหมื่นเหรียญ

รอบห้า: เทรเวอร์ วอลเลซ แข่งวาดรูปกับช้าง

รอบถัดมาจิมมี่ชวนนักแสดงตลกเทรเวอร์ วอลเลซ มาแข่งวาดรูปกับช้างที่รายการแนะนำว่าเป็นช้างที่วาดรูปเก่งที่สุดในโลก ทั้งสองมีเวลาสิบนาทีวาดอะไรก็ได้ ภาพของผู้ชนะจะได้นำไปแขวนในพิพิธภัณฑ์จริง จิมมี่บอกว่านี่เป็นครั้งแรกในช่องที่มีช้างมาวาดรูป จึงปิดผลงานของช้างไว้ก่อนเพื่อเปิดตอนตัดสิน

เทรเวอร์ให้จิมมี่เลือกหัวข้อ จิมมี่ขอเป็นโรงเรียนขนาดยักษ์ ระหว่างวาด เทรเวอร์ใช้สีเหลืองทองแดงจนจิมมี่สงสัยว่าโรงเรียนสีอะไร เขาบ่นว่าช้างมีของกินแต่ตัวเองไม่มี และขอเปิดคลิปบ็อบ รอสส์ดูเป็นแรงบันดาลใจ ภาพของเขาค่อย ๆ กลายเป็นก้อนสีเหลือง แล้วเติมรถ G-Wagon ถนน และดวงอาทิตย์ จิมมี่ยังเข้ามาช่วยวาดอิฐเพราะเวลาใกล้หมด เมื่อครบเวลา เทรเวอร์วาดไม่เสร็จ ส่วนช้างลงลายเซ็นที่รายการบอกว่ามันใส่ไว้ในผลงานทุกชิ้น

กรรมการผู้มีประสบการณ์ตัดสินภาพวาดกว่าสามสิบปีให้คะแนนจากหนึ่งถึงสิบ ภาพของเทรเวอร์ได้สองคะแนน กรรมการบอกว่าภาพนี้ให้ความรู้สึกถึงวัยหนุ่ม เหมือนมีคนกำลังสัมผัสเด็กในตัวเอง ภาพของช้างถูกเทรเวอร์แซวว่าหน้าตาเหมือนอ้วกตัวตลก แต่กรรมการบอกว่าสัมผัสได้ทั้งความสนุกและความซื่อตรงต่อตัวเอง แล้วให้แปดคะแนน เทรเวอร์จึงแพ้ช้าง ภาพของช้างซึ่งชื่อไอล่าได้นำไปแสดงในพิพิธภัณฑ์จริง และจิมมี่สงสัยว่าจะมีผู้ชมคนไหนรู้บ้างว่าภาพนั้นวาดโดยช้าง

รอบหก: ทหารซ่อนตัวจากสุนัขค้นหาในสุสานรถ

รอบที่หกเป็นการแข่งระหว่างกลุ่มทหารที่รายการเรียกว่าล้ำยุคที่สุดในโลก กับทีมสุนัขค้นหาจากโอดิน ซึ่งรายการแนะนำว่าเป็นสุนัขค้นหาที่เก่งที่สุดในโลก เมื่อจิมมี่ถามว่าถ้าพวกเขาจะฆ่าเขาต้องใช้เวลาเท่าไร ทหารตอบว่าสามสิบวินาที สนามคือสุสานรถขนาดยักษ์ ทหารมีเวลาซ่อนสิบนาที ใครหลบได้จนถึงเช้าจะได้แบ่งเงินห้าหมื่นเหรียญ จิมมี่คาดว่าสุนัขน่าจะหาเจอภายในห้านาที และบอกว่าจะแปลกใจมากถ้าทหารรอดถึงเช้า เพราะสุนัขพวกนี้ถูกฝึกให้ค้นหามนุษย์มาตั้งแต่เกิด

ทหารแต่ละคนใช้กลยุทธ์ต่างกัน จอห์นนี่เอาตัวถูกับรถหลายคันเพื่อทิ้งกลิ่นสร้างตำแหน่งลวง คาร์ลอสหาแหล่งน้ำเจอแล้วกระโดดลงแม่น้ำทั้งตัวเพื่อกลบกลิ่นก่อนกลับไปที่ซ่อน รายการสรุปว่าส่วนใหญ่ใช้วิธีคล้ายกัน คือสร้างสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจแล้วไปซ่อนในรถ แต่มีคนหนึ่งเลือกปีนต้นไม้สูงห้าสิบฟุต ซึ่งเป็นต้นไม้ต้นเดียวในบริเวณนั้น เขาเชื่อว่าบนนั้นลมดีและอยู่ห่างพื้น สุนัขจึงไม่น่าได้กลิ่น

ฝั่งผู้ฝึกสุนัขอธิบายว่าดูจากพฤติกรรมก็รู้ได้ว่าสุนัขจับกลิ่นได้เมื่อไร เพราะมันจะยกจมูกขึ้น และสุนัขที่จมูกยาวจะมีตัวรับกลิ่นมากกว่า รายการเสริมว่าพื้นที่กว้างมาก สุนัขต้องแยกให้ได้ว่ากลิ่นไหนเป็นของคนที่ซ่อนอยู่ กลิ่นไหนเป็นของคนที่เคยเดินผ่านมาก่อน

สุนัขชื่อเซจหาคนแรกเจอได้ จิมมี่บอกว่าเซจน่าจะดมรถไปราวสี่ถึงห้าร้อยคัน แต่เห่าใส่แค่คันเดียว และก็มีคนอยู่ในคันนั้นจริง ต่อมาเซจเห่าใส่รถตู้คันหนึ่งและพบคนที่สอง ทหารที่ซ่อนอยู่ใกล้ ๆ คิดว่าสุนัขเพิ่งเจอคนที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเอง จึงอาจพลาดเขาไป และจริง ๆ แล้วผู้ฝึกกับเซจเดินผ่านข้างรถของนาวิกโยธินคนหนึ่งไปโดยไม่เจอ

จากนั้นเกิดสิ่งที่จิมมี่บอกว่าไม่คาดคิด สุนัขหาใครไม่เจออีกเลย ทีมค้นหาพบกระป๋องเรดบูลที่มีคนโยนทิ้งไว้ และสรุปว่าเป็นตำแหน่งลวง คือมีคนเคยมาที่นี่แล้วออกไป การค้นหากินเวลาทั้งคืน จนถึงตีห้าครึ่งซึ่งฟ้าสว่างแล้ว ก่อนจบการแข่งไม่นาน สุนัขพบคนที่ซ่อนอยู่หลังรถอีกคน เมื่อหมดเวลา ทหารสองคนสุดท้ายออกจากที่ซ่อนและได้แบ่งเงินห้าหมื่นเหรียญกัน การแข่งรอบนี้จึงต่างจากที่จิมมี่คาดไว้ตอนต้นมาก

รอบสุดท้าย: เสือชีตาห์มิลลี่ปะทะรถสามคัน

รอบสุดท้ายคือรอบที่ตั้งเป็นชื่อคลิป เสือชีตาห์ชื่อมิลลี่วิ่งแข่งกับรถ จิมมี่อธิบายว่าชีตาห์เป็นสัตว์บกที่เร็วที่สุดในโลก เร็วจนมนุษย์ต้องใช้รถฟอร์มูลาอีถึงจะสู้ได้ เขาจึงเตรียมรถไว้สามคัน

คันแรกเป็นรถกอล์ฟ ชีตาห์เข้าเส้นชัยไปแล้วตอนรถยังอยู่แค่ครึ่งทาง ทีมงานยอมรับว่ารู้อยู่แล้วว่ารถกอล์ฟสู้ไม่ได้ คันที่สองจิมมี่พูดติดตลกว่าไม่ประหยัดงบเพื่อให้ได้ "รถที่งามที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์" ซึ่งก็คือมินิแวน จิมมี่ขับเองและเหยียบจนสุด แต่รถแทบเร่งไม่ขึ้น เพื่อนร่วมทีมถามว่าเลือกมินิแวนมาทำไม ช่วงนี้ชีตาห์วิ่งนำไปแล้วหยุดก่อนเส้นชัยอย่างสบายใจ ทีมงานแซวว่ามันกำลังกวนพวกเขา หรืออาจสงสารพวกเขาอยู่ ก่อนที่มันจะวิ่งต่อไป

ช่วงพักระหว่างการแข่งและการดูแลสัตว์

ก่อนรอบตัดสินกับรถฟอร์มูลาอี รายการให้มิลลี่พักเพื่อไม่ให้ร้อนหรือเหนื่อยเกินไป ทีมงานได้เข้าใกล้และลูบตัวชีตาห์ มิลลี่ส่งเสียงครางดัง ซึ่งพวกเขาตีความว่ามันชอบพวกเขา พวกเขาเปรียบว่าชีตาห์ไม่ต่างจากแมวตัวใหญ่ แต่ก็มีคำเตือนให้โนแลนไม่ต้องแตะ เพราะมันไม่ชอบถูกแตะ

รายการระบุว่าได้ร่วมงานกับ American Humane Society ซึ่งคอยควบคุมให้สัตว์ทุกตัวได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตลอดการถ่ายทำ และอธิบายว่าเรื่องนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันเหลือเสือชีตาห์ในโลกไม่ถึง 8,000 ตัว

ผลการแข่งกับรถฟอร์มูลาอีและบทสรุปเรื่องการอนุรักษ์

ในการแข่งรอบสุดท้าย รถฟอร์มูลาอีพุ่งแซงชีตาห์ไปได้ มิลลี่จึงไม่ชนะ แต่จิมมี่มองว่าน่าทึ่งอยู่แล้วที่ชีตาห์ต่อกรกับรถประเภทเดียวกับที่ใช้ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกฟอร์มูลาอีได้

จิมมี่ปิดคลิปด้วยการเปรียบเทียบว่า เมื่อรถคันแรกถูกสร้างขึ้นราวกว่าร้อยปีก่อน ยังมีเสือชีตาห์ในธรรมชาติกว่าแสนตัว แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึงแปดพันตัว เขาบอกว่าหน้าที่ของเราคือปกป้องไม่ให้สัตว์เหล่านี้สูญพันธุ์ เพื่อให้พวกมันยังเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองต่อไป และทิ้งท้ายว่ามิลลี่เป็นสัตว์ที่น่ารักที่สุดที่เขาเคยเจอ